Wednesday, August 20, 2008

คุณโดนทั้งกีดทั้งกัน

เหตุผลที่ทำไม คุณถึงโดนทั้งกีดทั้งกันจากคนใกล้ชิดแฟนคุณ

ถ้าดวงจะซวยถูกพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรกซะอย่าง เชื่อมะอยู่ดีๆ ก็อาจ โดนกีดกันจากพ่อแม่หรือญาติๆ รวมถึงเพื่อนด้วย ไม่ให้คบหากับ "คนที่คุณถูกใจและหมายปอง" ซะงั้น ทั้งๆที่ความ รักเป็นสิ่งดีเลิศประเสริฐศรีไม่ใช่เหรอ แต่ทำมั้ยทำไม คนใกล้ชิดของคุณถึงไม่อยากให้เป็นแฟนกับ "พี่คนนี้" หรือ "น้องคนนั้น" ฟะ? คุณจึงโดนเป่ากระหม่อม เอ้ยเป่าหูว่า "คนที่คุณชอบน่ะ" ไม่ดีหยั่งงั้น โหลยโท้ย หยั่งงี้จนหูเปื่อยไปเลย นี่ดีนะที่ตัวไม่เปื่อยไปด้วย แต่ก็เสีย'รมณ์ไม่น้อยใช่ไหมล่ะ

เฮ่อ แล้วใครน้อเจอสภาพอึดอัดหัวใจหยั่งงี้มั่ง ขอไขข้อข้องใจถึงเหตุผลที่ผู้ใกล้ชิดของท่านทั้งหลาย ที่ไม่ยอมเปิดใจรับใครคนนั้นของ คุณให้ฟัง นั่นเองไม่รู้ทำไมต้องหวังดีกันนัก (อ้าว!) คอยดูอยู่เฉยๆไม่ต้องออกความเห็นไม่ได้เรอะ? เอ๊ะถามแปลกนะไอ้นี่...ถ้าไม่ใช่ญาติพี่น้องแล้วใครอยากแกว่ งเท้าหาเสี้ยนวะ เพราะหากใครตกอยู่ในวิกฤตินี้ละก็ แบบให้เสียดแทงหัวใจกันแป๊บๆ เลยมะ โถอุตส่าห์มีรักทั้งที ก็มีมารมาผจญและมีคนไม่เห็นด้วยเว้ยเฮ้ย

ถึงยุคนี้ไม่ใช่สมัย "ขวัญกับเรียม" ที่ยังมีการ คลุมถุงชนหรือถูกกันท่าไม่ให้สมประสงค์ในความรักเหมือนสมัยนู้นก็จริง แต่ประชาชีแม้อยู่ในโลกไร้พรมแดน ก็ยังได้ยินเรื่องแบบนี้ตามมาหลอกหลอนเสมอแหละ จึงอยากชวนคุยเรื่องนี้ แหละว่า ทำไมเวลาคุณมีรัก กับใครบางคน (เพราะคาดว่าคงไม่ใช่กะทุกคน) ทำไม คุณถึงโดนทั้งกีดทั้งกันจากบริวารผู้ใกล้ชิดด้วยว้า? ถ้าให้เดาๆอาจเป็นไปได้ที่ว่า....

1. ผู้ใหญ่ของฝ่ายคุณเกิดเหม็น หน้า "คนที่คุณชอบ/รัก" ขึ้นมาน่ะเซ่


สาเหตุของเรื่องแบบนี้เกิดได้หลายกรณี เช่น เกิดความรู้สึกไม่ถูกชะตากับคนที่คุณรักตั้งแต่พาเค้ามาพบพ่อแม่ของคุณก็ได้ อย่าลืมนะ ผู้ใหญ่ท่านอาบทั้งน้ำร้อน, น้ำอุ่น และน้ำเย็นมาก่อนเรา ดังนั้น ประสบการณ์หลายๆอย่างจึงทำให้ท่านสามารถบอกได้ทันทีว่า ใครมีคุณสมบัติ ...โอ้ลันล้าที่จะมาเป็นดาร์ลิ่งของลูกหลานบ้านนี้ได้ แล้วถ้าเผื่อเค้าสอบไม่ผ่านหรือ "เอ็นทรานซ์ไม่ติด" ที่จะเข้ามาเป็นญาติโกโหติกาของบ้านนี้แล้วไซร้ ท่านคงไม่เห็นด้วยกับ "ลูกหลานสายตาสั้น" แหงมๆ

2. ในทางกลับกัน ผู้ใหญ่ข้างเค้าก็ดันเห็นว่าคุณไม่เหมาะ ที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของบ้านนี้ด้วย เออให้มันได้งี้สิ!

เช่นบางทีการวางตัวของคุณซึ่งสมมติว่า เข้าข่ายติสต์จ๋า หรือหนุ่มห้าว และสาวซ่ามากเกินไป ก็ แหงละว่า เมื่อไปพบผู้หลักผู้ใหญ่ซึ่งส่วนใหญ่มีหัวอนุรักษนิยม (ชอบวัฒนธรรมตามประเพณีสมัยตัวเองยังหนุ่มยังสาว หรือชอบธรรมเนียมปฏิบัติของสังคมมารยาทงาม) จึงอาจรับไม่ได้กับพฤติกรรมของเด็กแว้นเปรี้ยวซ่า, หาเรื่องตบกิ๊กหรือเป็นคนใจแตก สมัยนี้นะเซ่

3. เพื่อนของคุณคิดว่าเค้าไม่เหมาะกับคุณ หรอก...ซึ่งอิทธิพลของเพื่อนๆมีน้อยไม่ใช่เล่นนะฮ้า แต่เพราะอะไรว้า เพื่อนถึงกีดกันกันด้วย หรือเพราะ

3.1 วันก่อนเพื่อนเห็นเค้า (แฟนของคุณ) เล่น กีฬากับ "ใครก็ไม่รู้แต่หน้าตาดีชะมัด" อย่างสนุกสนาน ทั้งที่ช่วงเวลานั้นคุณเล่าให้เพื่อนฟังว่าเค้านัดไปหนุงหนิงด้วยนี่หว่า แสดงว่าเค้าไม่สนใจกับนัดของคุณเลยน่ะสิ หนำซ้ำ เค้ายังเห็นสิ่งอื่นสำคัญกว่าคุณซะด้วย โถเพื่อนที่ดีรู้งี้เข้า คงไม่อยากให้คุณรักไอ้นี่แน่ๆ


3.2 เพื่อนคุณเพิ่งได้ยินเค้านำเรื่องส่วนตั๊ว ส่วนตัวของคุณมาแฉให้คนนอกฟังอยู่หลัดๆเล้ย ถ้าความสัมพันธ์ของพวกคุณถูกเค้านำมาโพนทะนาเนี่ยนะ โอ้ย นี่เท่ากับเค้าเป็น แฟนที่ปาก ตลาด มากๆ ชนิดให้อภัยไม่ได้แล้วล่ะ เออ ถ้านำเรื่องภายในแต่สิ่งดีๆของพวกคุณมาพูดก็ยังพอไหว เกรงแต่พี่แกจะไม่ เป็นสุภาพบุรุษพอที่จะรักษา "จรรยาบรรณของคนที่รักกัน" น่ะซิ

3.3 เพื่อนของคุณเห็นเค้าซื้อของขวัญให้ใครไม่รู้ ท่าทางไม่ใช่ของขวัญให้พ่อแม่ ของเค้าร้อก เพราะชิ้นที่เพื่อนเห็นน่ะ ไม่ใช่ของที่ เหมาะให้ผู้ใหญ่ แต่เหมาะแจกกิ๊กมากกว่า เมื่อเพื่อนคาบข่าวมาเล่าซะจนเห็นภาพเหมือนตัวอย่างในหนังโฆษณาทางทีวีหยั่งงี้ เพื่อนจะ ยอมให้พวกคุณคบกันรึ? แหม ไอ้เพื่อนก็สอดแนม ได้เนียนเหลือเกิน แต่แน่ใจนะว่าเพื่อนน่ะเป็นคนดี จริงไม่เคยตอแหลสักติ๊ดเดียว

4. คนที่คุณชอบ เรียกร้องจากคุณมากเกินไปรึเปล่า?

4.1 ไม่ว่าจะเรื่องเงินทอง เวลาไปไหนมาไหน ด้วยกัน เค้ามักให้คุณจ่ายมากกว่าซะอีก โดยอ้างสารพัด เป็นตุเป็นตะว่า เงินเดือนน้อย หรือมีความจำเป็นต้องใช้เงินยุ่บยั่บไปหมด ไหนต้องส่งน้องเรียน, ส่งเสีย ทางบ้าน แล้วผ่อนรถอีกล่ะ นี่ยังไม่รวมค่าน้ำมันที่ แพงหูฉี่ซึ่งเค้าอุตส่าห์ทำหน้าที่เป็นโชเฟอร์พาคุณไปไหนๆด้วยนะ เอ๊ะ แต่เค้าก็เคยขอตังค์คุณจ่ายค่า น้ำมันนี่หว่า ทีเงี้ยะเกิดจำไม่ได้ขึ้นมาซะงั้น

4.2 (ถ้าหญิงคบชาย) แล้ว เค้าเรียกร้องอยาก ได้ความสาวของคุณจัง อ้างว่า ในเมื่อเรารักกันก็ ควรบรรเลงเพลงรักกันบ้างสิ เพราะคู่ไหนๆก็ทำทั้งนั้น (จะเอาเปรียบดิ่) อีกอย่าง ถ้าคุณรักผมนะ เราควร "ทำอย่างว่า" ตามที่ธรรมชาติ (ของตู) เรียกร้องได้แล้ว แถมไม่ได้พูดหนเดียว แต่พูดถี่ยิบ จนกว่าจะได้ดังใจ นั่นแหละ ขืนเค้าพูดบ่อยๆ ประเภทอยากขึ้นมาถี่ๆ จนทำให้คุณคิดว่า ถ้าไม่ให้ตามที่ขอ เดี๋ยวเค้าก็ทิ้ง เราไปเสียดสีกับคนอื่นร้อก หรือไม่ก็หาข้อแก้ตัวไปทำเจ้าชู้และหาเศษหาเลยกับใครอื่นได้ ซึ่งแหงล่ะ เค้าจะโทษว่าคุณแหละทำให้เค้าเป็นงี้ ทั้งที่มัน อยากเป็นเองเนี่ยนะ เชอะ

5. มีมือที่สามคอยมาตอแยอยู่นั่น ไม่รู้ เป็นก้างขวางคอทำไม?

ถ้าไม่จีบเค้า ก็คงตามหลีคุณ คล้ายนาย/นางอิจฉาหรือนางมารในละครหลังข่าวนั่นแหละ อู๊ย พวกนี้ ชอบแย่งแฟนชาวบ้านจนติดเป็นสันดาน เอ๊ย นิสัยเลวๆ ไปแล้ว ไอ้หยา! ทำตัวเป็นมรสุมกีดกันความรัก ของคนอื่นหยั่งงี้ ระวังกรรมจะสนองนะฮ้า

Saturday, August 16, 2008

คำว่า "ไม่สบายใจ"

คำว่า "ไม่สบายใจ" อย่าใช้ และอย่าให้มีขึ้นในใจต่อไป
"Let it go and get it out !" ก่อนมันจะเกิด
ต้อง "Let it go" ปล่อยให้มันผ่านไป อย่ารับเอาความไม่สบายใจไว้
ถ้าเผลอไปมันแอบเข้ามาอยู่ในใจได้
พอมีสติรู้สึกตัวว่า ความไม่สบายใจเข้ามาแอบอยู่ในใจ
ต้อง Get it out ! ขับมันออกไปทันที
อย่าเลี้ยงเอาความไม่สบายใจไว้ในใจ มันจะเคยตัว
ทีหลังจะเป็นคนอ่อนแอออดแอด
อะไรผิดพลาดนิดๆ หน่อยๆ ก็ไม่สบายใจ เคยตัว
เพราะความไม่สบายใจนี้แหละ เป็นศัตรู เป็นมาร ทำให้ใจไม่สงบ
ประสาทสมองไม่ปกติ เป็นเหตุให้ร่างกายผิดปกติ
พลอยไม่สงบไม่สบายไปด้วย
ทำให้สมองทึบไม่ปลอดโปร่งแจ่มใสเป็น habit ความเคยชินที่ไม่ดี
เป็นอุปสรรคกีดกั้นขัดขวางสติปัญญาไม่ให้ปลอดโปร่งแจ่มใส
ต้องฝึกหัดแก้ไขปรับปรุงจิตใจเสียใหม่
ทั้งก่อนที่จะทำอะไรหรือกำลังกระทำอยู่
และเมื่อเวลากระทำเสร็จแล้ว ต้องหัดให้จิตใจแช่มชื่นรื่นเริ
เกิดปีติปราโมทย์ เป็นสุขสบายอยู่เสมอ
เป็นเหตุให้เกิดกำลังกาย กำลังใจ
"Enjoy living" มีชีวิตอยู่ด้วยความเบิกบาน
จะศึกษาเล่าเรียนก็เข้าใจง่าย
เหมือนดอกไม้ที่แย้มบานต้องรับหยาดน้ำค้าง
และอากาศอันบริสุทธิ์ฉะนั้น

Aroma Therapy

ทุกวันนี้ คุณคงได้ยินจนชินหูเกี่ยวกับเรื่องของอโรมา เธอราปี (Aroma Therapy) หรือชื่อไทย ๆ ก็คือ สุวคนธบำบัด ซึ่งเป็นการบำบัดโดยการใช้กลิ่นหอมจากน้ำมันหอมระเหยที่สกัดจากดอกไม้ ใบไม้ เปลือกไม้ หรือแก่นไม้ มาช่วยในการผ่อนคลาย รวมถึงรักษาอาการผิดปกติทางร่างกายบางประการ เช่น อาการคัดจมูก หรืออาการนอนไม่หลับ เป็นต้น

ปัจจุบัน อโรมาเธอราปีเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย แต่ทราบไหมว่า แท้ที่จริงแล้ว การบำบัดโดยใช้กลิ่นหอมเหล่านี้ มีมานานนับร้อยปีแล้ววิธีการบำบัดด้วยกลิ่น มีหลากหลายวิธี ไม่ว่าจะนำน้ำมันหอมระเหยผสมน้ำอาบ ผสมน้ำมันนวดตัว หรือทำเป็นสเปรย์ฉีดปรับอากาศ รวมทั้งผสมทำเทียนหอม แต่ละวิธีนั้น ก็ส่งผลแก่ร่างกายไม่แตกต่างกัน เพราะกลิ่นหอมเหล่านี้ จะกระตุ้นหรือผ่อนคลายระบบต่าง ๆ ของร่างกาย และช่วยให้การหลั่งฮอร์โมนเป็นไปอย่างปกติ รวมถึงปรับความดันโลหิต ชีพจร กลไกการรับรู้ความเจ็บปวด ฯลฯ ดังนั้น กลิ่นหอม จึงเป็นส่วนสำคัญในการบำบัดอย่
างแท้จริง

ธรรมชาติก็อาจอันตรายได้ถ้าไม่ระวัง
การรักษาโดยอโรมาเธอราปีนั้น เป็นการรักษาด้วยสารสกัดจากธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม ความปลอดภัยแม้จะมีสูง แต่ก็ยังคงอาจจะก่อให้เกิดอาการแพ้แก่ผู้ใช้บางราย ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงได้แก่ ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคหอบ หืด หรือเป็นโรคเกี่ยวกับปอด รวมถึงผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ต่าง ๆ เพราะการสูดดมกลิ่นจากสารสกัดเข้าไปอาจก่อให้เกิดการชักอย่างเฉียบพลันได้


ยังมีกลุ่มผู้ที่เป็นโรคเกี่ยวกับผิวหนัง หรือมีผิวที่บอบบาง ควรหลีกเลี่ยงการนวดน้ำมัน เพราะน้ำมันหอมระเหยอาจมีสารที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ได้เช่นกัน

ที่สำคัญที่สุด คือคุณแม่บ้านที่กำลังมีชีวิตน้อย ๆ อาศัยอยู่ในครรภ์ ไม่ควรบำบัดด้วยอโรมาเธอราปี เพราะน้ำมันหอมระเหยบางชนิด เช่น น้ำมันสกัดจากจูนิเปอร์ โรสแมรี่ และซาจ อาจทำให้เกิดอาการมดลูกหดตัว ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อชีวิตน้อย ๆ ที่เป็นดังดวงใจของคุณและคนที่คุณรักได้ และไม่ควรจะใช้นวด หรือผสมน้ำอาบให้กับเด็กที่อายุต่ำกว่า 5 ขวบอีกด้วย เพราะพวกเขาเหล่านั้น ยังบอบบางเกินกว่าที่จะสัมผัสกับน้ำมันสกัดเหล่านี้ แต่อาจจะใช้ในรูปแบบเทียนหอม หรือสเปรย์ปรับอากาศที่ให้กลิ่นเบาบางแทนได้

นอกจากนี้ น้ำมันหอมระเหยเหล่านี้ ยังจะก่อให้เกิดอันตรายหากกินเข้าไป เพราะเป็นสารเคมีสำหรับใช้ภายนอกเท่านั้น และอาจจะก่อให้เกิดอาการแพ้ หากน้ำมันสัมผัสถูกเนื้อเยื่อบาง ๆ เช่น เยื่อตา เยื่อจมูก หรือภายในช่องปาก

ธรรมชาติ ให้ประโยชน์กับเรามากมาย แต่ก็อย่าลืมคำนึงถึงอันตรายที่อาจจะมีแก่เราด้วย การใช้วิธีการบำบัดด้วยกลิ่นจากน้ำมันหอมระเหยอย่างระมัดระวัง จะมีผลดีกับคุณและคนรอบข้างอย่างสูงทีเดียว เมื่อรู้เช่นนี้ ก็อย่าหลงไปกับความนิยมจนลืมผลข้างเคียงเสียล่ะ

ขำขำ

ในหัวค่ำวันหนึ่งในเมืองหลวงรถลาติดขัด ผมขับรถผ่านความวุ่นวายมาจนถึงถนนย่านชานเมืองเส้นหนึ่ง
เป็นสายรองรถเริ่มน้อยบางตาลงผิดกลับเมื่อตอนแรก
ในขณะที่จอดติดไฟแดงอยู่ คิดอะไรเพลินๆ
สายตายก็ไปหยุดอยู่ที่กลุ่มเด็กสาวรุ่นราว 3-4 คนนั่งจับกลุ่มกันอยู่ สังเกตุจากหน้าตาไม่ธรรมดา แต่งตัวสวยสายเดี่ยวนุ่งสั้น
มีเด็กคนหนึ่งในกลุ่มแยกตัววิ่งตรงมาที่รถผมแล้วส่งยิ้มหวานให้
เธอเคาะกระจกรถทำให้ผมตื่นจากอาการลืมตัว ผมลดกระจกลงครึ่งบาน
เด็กสาว:  พี่ๆ พี่หล่อจัง
ผม:    (เอาละว้าขาวอวบซะด้วยสเป็กเลย)คิดในในแต่ต้องเก็บอาการไว้
เด็กสาว:   พี่สุดหล่อคะ........เอาหนูปะ........... 100 เดียวคะสะอาดด้วยหอมด้วยนะคะ(ยิ้มเขิล)
ผม:          เฮ้ย..น้องตรงนี้เลยเหรอ.....(อยากอยู่)เก็บอาการอีก
เด็กสาว:    ..เอาปะคะ......................
ผม:         ( 100 เดียวเอาดิ)..จะดีเหรอน้อง(ทำหน้าเคลียดไว้ฟรอมแต่ มือล้วงกระเป๋าเสื้อหนีบแบงค์ 100 ออกมาให้)
เด็กสาว:   (พนมมือไหว้รับเงิน)พี่รอหนูแป๊ปนะหนูไปหนูเอาถุงก่อนคะ....(วิ่งอย่างเร็วกลับที่ลุ่ม 3-4 คนแล้วทุกคนมองมาที่ผมบางคนหัวเราะชอบใจ)
ผม:...      .เขิล
เด็กสาว:   (วิ่งกลับมาพร้อมกลับยื่นถุงพลาสติกให้)...ขอบคุณนะคะพี่สุดหล่อ...(วิ่งกลับในทันที)
ผม:อึ้ง.........เปิดถุงดูมีหนูย่าง 3 ตัว
ตู.....................เซ็ง.......

ไม้จิ้มฟัน

สิ่งที่คิดถึงก่อนอื่นเห็นจะเป็นไม้จิ้มฟัน ...ไม้จิ้มฟันเป็นอุปกรณ์ที่มีใช้มาตั้งแต่โบร่ำโบราณ ทำจากไม้ โลหะ เขาสัตว์ ปัจจุบันทำมาจากพลาสติกก็มีมาก ลักษณะของไม้จิ้มฟันส่วนมากจะเป็นแท่งกลมเรียวแหลมเล็ก หน้าที่หลักของไม้จิ้มฟัน คือเพื่อใช้เขี่ยเศษอาหารชิ้นโตๆ ที่ติดตามซอกฟัน แต่ไม้จิ้มฟันไม่สามารถทำความสะอาดในระดับที่เอาคราบอาหารหรือที่เรียกว่าคราบพลัค (plaque) ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดโรคฟันฟุและเหงือกอักเสบได้

การทำความสะอาดซอกฟันหรือด้านข้างของฟัน ทันตแพทย์จะมีอุปกรณ์หลายๆ อย่างที่จะแนะนำให้ใช้ เช่น ไหมขัดซอกฟัน (Dental floss) แปรงซอกฟัน (interproximal brush) หรือ water pick

ไหมขัดซอกฟันเป็นใยไนล่อนที่ใช้ทำความสะอาดซอกฟันและสามารถขจัดคราบอาหารหรือเศษอาหารชิ้นโตๆ ได้อย่างดี และไม่เป็นอันตรายต่อเหงือก เพียงแค่มีข้อจำกัดที่ต้องฝึกฝนในการใช้และจะใช้เวลาบ้างเล็กน้อยที่จะทำความสะอาดให้ครบทุกซี่


ทีนี้ถ้าเรามาเทียบไม้จิ้มฟันกับไหมขัดฟันแล้วอะไรจะมีประสิทธิภาพในการทำความสะอาดได้ดีกว่ากัน...


ตัวไม้จิ้มฟันที่ใช้กันอยู่ มักจะใช้แบบผิดวิธี คือ เราจะใช้จิ้มเอาเศษอาหารออกโดยการผลักไม้จิ้มฟันให้ผ่านซอกเหงือก เพราะความเรียวเล็กที่ปลายและใหญ่ที่โคน เมื่อผลักเลยเข้าไปในซอกฟันมากๆ เข้าขนาดของไม้จิ้มฟันก็ไปเบียดให้ยอดเหงือกถูกกดต่ำลง เมื่อใช้กันทุกวี่ทุกวันหลังอาหาร ยอดเหงือกที่เคยแหลมๆ ปิดซอกฟันจะถูกเบียดให้ต่ำลง และทำให้มีช่องว่างใหญ่ขึ้น ช่องว่างใหญ่มีผลทำให้เศษอาหารติดง่ายยิ่งขึ้น (ยิ่งใช้ไม้จิ้มฟันเศษอาหารก็ยิ่งติด) เมื่อเกิดช่องว่างระหว่างฟันทำให้ขาดความสวยงามโดยเฉพาะฟันหน้า
 

วิธีใช้ไม้จิ้มฟันอย่างถูกต้อง ก็คือ
 
ใช้ไม้จิ้มฟันเขี่ยเศษอาหารมากกว่าการจิ้มเข้าไป เวลาเขี่ยเศษอาหารเราเขี่ยจากเหงื่อไปตามซี่ฟันไม่ควรทิ่มจากด้านหน้าฟันทะลุไปถึงหลังฟัน ถ้าทำอย่างนี้ได้ไม้จิ้มฟันจะไม่กดเหงือกให้ลดต่ำลง โอกาสเกิดช่องว่างก็น้อยลง เมื่อเกิดช่องว่างแล้วโอกาสแก้ไขให้ยอดเหงือกกลับมาสู่ตำแหน่งเดิมเป็นเรื่องยากมาก

ความสะอาดของไม้จิ้มฟันก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ควรให้ความสำคั
 
เนื่องจากไม้จิ้มฟันที่มีจำหน่ายในท้องตลาดทั่วๆ ไปไม่มีการฆ่าเชื้ออย่างถูกต้อง การใช้ไม้จิ้มฟันไม่ระมัดระวังอาจมีการติดเชื้อได้โดยเฉพาะคนที่มีโรคเหงือกอักเสบอยู่แล้ว หรือมีการหักของไม้จิ้มฟันคาอยู่ที่เหงือก

จะเห็นได้ว่าไม้จิ้มฟันเองมีประโยชน์ในการเขี่ยเอาเศษอาหารออกก็จริง แต่อีกด้านหนึ่งก็มีผลต่อโครงสร้างของเหงือกด้วยเช่นกัน

ที่สุดของชีวิต

1. ศัตรูที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ ตัวเราเอง

2. ความล้มเหลวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตเรา
ก็คือ ความอวดดี

3. การกระทำที่โง่เขลาที่สุดในชีวิตเรา
ก็คือ การหลอกลวง

4. สิ่งที่แสนสาหัสที่สุดในชีวิตเรา
ก็คือ ความอิจฉาริษยา

5. ความผิดพลาดมหันต์ที่สุดในชีวิตเรา
ก็คือ การยอมแพ้ตัวเอง

6. สิ่งที่เป็นอกุศลที่สุดในชีวิตเรา
ก็คือ การหลอกตัวเอง

7. สิ่งที่น่าสังเวชที่สุดในชีวิตเรา
ก็คือ ความถดถอยของตัวเอง

8. สิ่งที่น่าสรรเสริญที่สุดในชีวิตเรา
ก็คือ ความอุตสาหะ วิริยะ

9. ความล้มละลายที่สุดในชีวิตเรา ก็คือความสิ้นหวัง

10. ทรัพย์สมบัติที่มีค่ามากที่สุดในชีวิตเรา
ก็คือ สุขภาพที่สมบูรณ์

11. หนี้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ หนี้บุญคุณ

12. ของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ การให้อภัยและความเมตตากรุณา

13. ข้อบกพร่องที่ใหญ่หลวงที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ การมองโลกในแง่ร้ายและไร้เหตุผล

14. สิ่งที่ทำให้อิ่มอกอิ่มใจที่สุดในชีวิตเรา
ก็คือ การให้ทาน

เรื่องบางอย่างมันอธิบายไม่ได้

บางครั้งบางเรื่องก้อไม่อาจอธิบายได้

คุณว่าจริงใหม? บางครั้งบางเรื่องก้อไม่อาจอธิบายได้

ชายคน(เป็นชาวนา)หนึ่งนั่งหน้าบูด ตาเขียวปูดอยู่ในบาร์ (เมืองนอก ชาวนา มานั่งดื่มในบาร์ได้ ต้องรวยละน่า)

พอดีมีคนรู้จักแวะเข้ามาเห็นจึงทักทายอย่างเป็น ห่วงว่า

'เฮ้ ทำไมมานั่งเหงาอยู่คนเดียวล่ะ มีเรื่องอะไรเหรอ'

ชาวนาส่ายหน้าแล้วตอบว่า

'บางครั้งบางเรื่องก้อไม่อาจอธิบายได้'

..

'มีเรื่องอะไรนักหนา เล่าให้ผมฟังสิ' ชายมาใหม่ นั่งลงใกล้ๆ

'เมื่อเช้าผมนั่งรีดนมวัวอยู่ดีๆ พอนมวัวใกล้เต็มถัง

ไม่รู้วัวมันเป็นอะไรขึ้นมา มันยกเท้าซ้ายเตะถังล้มคว่ำหมด'

'เอ ฟังดูก้อไม่น่ามีอะไรมานี่นา'

'บางครั้งบางเรื่องก้อไม่อาจอธิบายได้' ชาวนาตอบ



'ถ้างั้น เกิดอะไรขึ้นอีกล่ะ'

'ผมก้อเลยมัดขาซ้ายมันไว้ กับเสาด้านซ้าย แล้วผมก้อรีดนมมันต่อ

พอใกล้จะเต็มถัง มันก้อ ยกเท้าขวาเตะถังล้มลงอีก'

'อีกแล้วเรอะ' ชายที่ได้ฟังหัวเราะ

'แล้วคุณทำไงต่อล่ะ'



'บางครั้งบางเรื่องก้อไม่อาจอธิบายได้' ชาวนาตอบ ก่อนที่จะเล่าต่อ

'ผมก้อเลยมัดขาขวามันไว้กับเสาด้านขวา'

'แล้วหลังจากนั้นล่ะ'

'ผมก้อรีดนมมันต่อ พอใกล้เต็มถังอีก

' มันก้อใช้หางปัดถังล้มลง'

'ฮืม...' ชายผู้นั้นพยักหน้า หงึกๆ



'บางครั้งบางเรื่องก้อไม่อาจอธิบายได้' ชาวนาบอกอีก


'แล้วคุณทำไงต่อล่ะ'

'ผมหาเชือกไม่ได้ เพราะใช้หมดไปแล้ว ผมก้อเลยถอดเข็มขัดออก

แล้วคล้องหางมันไว้กับคาน

นาทีนั้นเอง กางเกงผมก้อหลุดลงกองกับพื้น
แล้วเมียผมก้อเดินเข้ามาพอดี
....
...
..
.

คุณว่ามั๊ย บางครั้งบางเรื่องก้อไม่อาจอธิบายได้'

10 อันดับสิ่งของถวายสังทาน

ถึงเพื่อนๆและพี่ๆ เห็นว่ามีประโยชน์เลยเอามาบอกต่อ
 
เมื่อวันเสาร์ได้ดูรายการจุดเปลี่ยนเค้าไปสำรวจสิ่งของต่างๆที่บรรจุอยู่ในถังสังฆทานที่พวกเราเคยซื้อและนำไปถวายพระซึ่งส่วนมากจะใช้ไม่ได้หรือบางอย่างก็ไม่ใช้เช่นผ้าขนหนูผืนเล็กๆเท่ากับผ้าเย็นหรือผ้าอังสะที่บางมากๆ  เครื่องดื่มชนิดชงอย่างเช่นน้ำขิงผง ในกล่องบรรจุจะมีแค่ 1 ซอง เป็นต้น
ทางรายการจึง ทำแบบสอบถามพระสงฆ์(จากหลายๆวัด)เลย ได้10 อันดับสิ่งของถวายสังทาน คือ
1.
อุปกรณ์เครื่องเขียน ได้แก่สมุด ปากาไ ม้บรรทัด เป็นต้น
2.
ใบมีดโกน ที่เป็นแบบด้ามเหล็ก
3.
ผ้าไตรจีวร
4.หนังสือที่มีประโยชน์ เช่น หนังสือสวดมนต์ หนังสือที่เกี่ยวกับธรรมะ หนังสือทางวิชาการ  และสารคดีที่ให้ความรู้
5.รองเท้าแตะ  สีดำรูปแบบตามความเหมาะสม
6.
ยารักษาโรคที่ใช้กันทั่วๆไป เช่น แก้ปวด แก้ไข้ ยาลดกรด  เป็นต้น
7.
ผ้าขนหนูเนื้อดีๆ ขนาดเหมาะสม สีเหลืองนะจ๊ะ
8.
อุปกรณเกี่ยวกับไฟฟ้า
9.
อุปกรณ์ทำความสะอาดเช่น น้ำยาล้างจาน  น้ำยาทำความสะอาดพื้น แปร ง ขัดพื้น เป็นต้น
10.
ยาสระผม (ใช้สำหรับสระหนังศรีษะและตอนโกนผม)
คิดว่าครั้งต่อๆไปจะถวายสังฆทานเราควรจะเลือกสิ่งของที่ถวายพระแล้วท่านได้ใช้กันเนอะ

Thursday, August 14, 2008

โจรขโมยรถรูปแบบใหม่

    เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาผมแวะทานข้าวที่ปั้ม ปตท บายพาส ที่โคราช ที่ห้องน้ำมันสะอาดนะครับ ตรงข้ามกับปั้มที่มี NGV
พอลงรถผมก็กดกันขโมยแต่ไม่มีไฟก็ลองกดไฟก็ไม่ขึ้น จึงใช้กุญแจไขล็อคแทน ในใจคิดว่าใครส่งความถี่มารบกวนคิดเล่นๆ
อีกใจก็คิดว่ามันคงเสีย หลังจากนั้น กินข้าวก็เห็น รถยนต์อีกคันมาจอด แต่มากัน
3 คนเขาก็กดกันขโมยเป็นเหมือนผมเลย
ตอนนี้ก็ชักเอะใจแล้ว เพราะตอนกินข้าวผมก็สังเกตุรถผมตลอด พอทานเสร็จ ผมลุกขึ้นก็เห็นผู้ชายคนหนึ่งเดินผ่านร้านที่ผมทานข้าวไปถือแฟ้มใหญ่ๆ ข้างในไม่รู้ว่าอะไร ในใจคิดว่าน่าเป็นโน๊ตบุค พอผมเดินไปที่รถ ผู้ชายคนนั้นรีบเดินมาที่รถผม ผมจึงล๊อครถทันที
และเขาพูดอะไรข้างประตูที่ผมนั่งก็ไม่รู้ จึงลดกระจกมานิดนึงกลั วเขาจะทำอะไร เขาก็พูดว่าขอติดรถไปในเมืองด้วยเมียเขาขับรถหนีไปผมก็บอกว่าผมไม่ได้เข้า จะไป กทม ผู้ชายคนนั้นก็ชวนคุยอีกว่าพี่เป็นคนนครถมเหรอ เขาก็จบศิลปากรบางเลนมา มีที่ไหน งง
ผมก็กลัวเหมือนกัน ตามที่เคยอ่านเมล์มา เลยออกรถไปเลย พอขับไปสักพักลองเทสกันขโมยดูมันก็ทำงานปกติ
เลยคิดว่าน่าจะเป็นการขโมยรถแบบใหม่ ตอนแรกผมก็คิดว่าจะขโมยของอย่างเดียวที่ทำให้รถไม่ล็อค
แต่พอมีคนเข้ามาแบบนี้คงน่าจะเป็นรถหรือจี้ เพื่อนๆโปรดระวังด้วยนะครับ

เดินทางเวลาเข้าห้องน้ำหรือไปซื้อของในปั้มน้ำมัน อย่าไปหมดรถเฝ้ารถไว้สักคน
เพราะผมโดนเหล็กแทงหม้อน้ำมาแล้ว หมดค่าซ่อมไปเป็นหมื่นครับ ไอ้พวกร้านซ่อมแถวข้างปั้มน้ำมันนั้นแหละ
หรือร้านที่ห่างปั้มระยะที่น้ำหมดหม้อน้ำความร้อนขึ้นสูงรถน๊อคไปเลย นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่โดน
ผมเป็นทนายความต้องเดินทางไปต่างจังหวัดทุกอาทิตย์เจอมา
2 ครั้งแล้วครับ

เหตุการณ์แบบนี้น่ากลัวจริงๆ ตอนนี้มีแต่เรื่องแปลกๆ ที่คิดไม่ถึง จนไม่กล้าขับรถคนเดียวในทางเปลี่ยว
โดยเฉพาะออกต่างจังหวัด พยายามไปกันหลายๆ คน ยังไงก็อุ่นใจไว้ก่อน พยายามระวังตัวสุดๆ
แต่ถ้ายังไม่รอดก็ถือว่า
' ซวย '

รถไฟฟ้ามีภัยอันตรายแฝงอยู่!!!

นี่คือเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับนักข่าวสาวของหนังสือพิมพ์ ประชาชาติธุรกิจ เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ที่ผ่านมา

ใครจะนึกว่าบนรถไฟฟ้าที่มีผู้คนอยู่มากมายจะมีภัยอันตรายแฝงอยู่!!!

เวลาประมาณเกือบบ่ายโมง ดิฉันได้ขึ้น รถไฟฟ้า BTS จากสถานีรถไฟฟ้าราชดำริเพื่อเดินทางไปหมอชิต ดังนั้นจึงต้องไปเปลี่ยนรถที่สถานีสยาม ระหว่างยืนรอรถไฟฟ้าอยู่ที่สถานีสยามก็มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินมาถามว่าไปอนุเสาวรีย์ขึ้นรถตรงนี้หรือเปล่า ดิฉันก็ตอบไปว่าใช่

ตามปกติสถานีรถไฟฟ้าสยามผู้คนพลุกพล่านมาก วิ่งขึ้นรถลงรถกันด้วยความรวด เร็วตลอดเวลา พอรถไฟฟ้ามาจอดเทียบชานชาลา ดิฉันก็รอจนคนลงหมดแล้วเดินเข้าไปในตัวรถพร้อมกับมองหาที่ยื นสำหรับตัวเอง

ช่วงเวลาปรากฏว่า
มีผู้ชายคนหนึ่ง อายุประมาณ 19-20 ปี ใส่กางเกงขาสั้น สวมเสื้อยืด ถือกล่องกระดาษใบหนึ่งท่าทางหนักมากเดินขึ้นมาในขบวนรถแล้วชนบริเวณด้านหลังดิฉัน ซึ่งก็ไม่ได้ชนแรงอะไรแค่ทำให้รู้สึกว่ามีอะไรมาโดนที่หลัง ซึ่งดิฉันก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่ผู้ชายคนนั้นกลับตะโกนว่า คุณชนผม ด้วยสัญชาตญาณดิฉันก็หันไปกล่าวคำขอโทษ ก็เห็นเขาถือกล่องใบใหญ่อยู่

เรื่องไม่จบแค่นั้น ผู้ชายคนนั้นทรุดตัวลงวางของแล้วลงไปนอนกับพื้น แสดงอาการเสมือนว่า บาดเจ็บสาหัส ดิฉันก็ตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่รู้ว่าเขาเป็นอะไรเพราะการเดินกระทบกันแค่นั้นไม่น่าจะทำให้ได้รับบาดเจ็บอะไรได้ แต่เขาร้องโอดโอยเหมือนใกล้ตาย จนคนที่นั่งอยู่บริเวณใกล้เคียงทนไม่ไหวลุกลงไปพยุงขึ้นมานั่งที่เก้าอี้ แล้วถามเขาว่าเป็นอะไร เขาก็ชี้มาที่ดิฉันว่าเป็นคนชนเขาล้มจนได้รับบาดเจ็บสาหัส

ทุกคนในรถก็คงตกใจเช่นเดียวกับดิฉันว่า ชนกันแค่นี้ถึงกับบาดเจ็บสาหัสขนาดนี้เลยหรือ???

สุภาพบุรุษที่ลุกขึ้นไปให้ความช่วยเหลือชายหนุ่มคนนั้นก็เข้าไปดูที่บริ เวณหัวเข่าที่เขาบอกว่าเจ็บมาก เพื่อดูว่าเป็นอย่างไร ซึ่งก็ไม่มีรอยแผลอะไร มีเพียงรอยแดงเหมือนคนนั่งคุกเข่า แต่เขาก็บอกว่าเขาเจ็บมากเหมือนขาเขาหัก สุภาพบุรุษคนนั้นก็สงสัยจึงถามต่อว่า ขาของคุณ มีปัญหาหรือเคยได้รับบาดเจ็บมาก่อนหน้านี้หรือเปล่า
ชายหนุ่มคนนั้นก็บอกว่า เขาเคยขาหัก

สุภาพบุรุษคนนั้นจึงตะโกนว่า "ในรถคันนี้มีใครเป็นหมอหรือพยาบาลบ้าง มีคนหกล้มได้รับบาดเจ็บช่วยเข้ ามาดูหน่อย"

ผู้หญิงคนหนึ่งที่ยืนอยู่บริเวณประตูอีกด้านหนึ่งก็เดินเข้ามาดู

ผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่ยืนอยู่บริเวณนั้นก็พูดเสริมขึ้นว่า เขาอาจจะมีโรคประจำตัวพอเจออย่างนี้ก็อาจจะวูบลงไปได้เพราะตัวเขาเองเคยเป็นเช่นนี้ต้องนอนโรงพยาบาลตั้ง 3 วัน ผู้ชายคนนี ้อาจจะมีปัญหามาก่อนแล้วต้องถือของหนักก็อาจจะได้รับบาดเจ็บได้

ผู้หญิงอีกคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามก็พูดขึ้นมา ถ้าเจ็บมากขนาดนี้ก็ไปโรงพยาบาลดีกว่า

ผู้บาดเจ็บก็พูดสวนขึ้นมาทันควันว่า
ผมไม่ไปโรงพยาบาลหรอก ผมยังเป็นนักศึกษาไม่มีสตางค์ ถ้าไปโรงพยาบาลก็ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลเอง ผู้หญิงคนนี้ชนผมต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ผม แล้วต้องชดใช้ค่าเสียหายให้ด้วย เพราะของๆ เขาได้รับความเสียหาย กล่องที่ถือมาเป็นจอแอลซีอี(จอคอมพิวเตอร์)ที่ต้องนำไปให้ คนอื่นไม่ใช่ของตัวเขาเอง

ดิฉันไม่ได้พูดอะไร รู้สึกช็อก แต่หลายคนที่อยู่บนรถไฟฟ้า รวมถึงผู้ที่เข้าไปช่วยเหลือเขาก็บอกกับเขาว่า ผู้หญิงคนนี้ไม่ได้ชน คุณเดินเข้ามาแล้วล้มลงไปเอง แต่ผู้ชายคนนั้นก็ยังยืนยันว่าดิฉันเดินชนเขาจนได้รับบาดเจ็บข้าวของเสียหายและจะต้องจ่ายค่าเสียหายให้กับเขา

ผู้ชาย 2 คนที่ยืนข้างๆ ดิฉันก็กระซิบให้ดิฉันออกไปจากรถ ลงสถานีหน้า ไม่ต้องไปโต้เถียงกับคนบ้าแบบนี้ พอใกล้ถึงต่อไปสถานีเด็กหนุ่มผู้ที่บอกว่าตัวเองได้รับบาดเจ็บอย่างหนักก็ตะโกนว่า มันจะหนีไปแล้ว เดินชนผม ทำของผมเสียหายแล้วหนี

พอถึงสถานีราชเทวีดิฉันจึงรี บเดินออกจากรถคันนั้นไป พร้อมกับโทรศัพท์เล่าเรื่องให้เพื่อนๆ ฟัง ทุกคนต่างตั้งข้อสังเกตว่า อาจเป็นขบวนการมิจฉาชีพ เพราะมีข้อพิรุธมากมาย เพื่อนแนะนำว่า จริงๆ แล้ว ควรโทรศัพท์เรียกตำรวจมาจัดการ

แต่สำหรับดิฉันถือว่า เป็นวันที่โชคร้ายจริงๆ

Wednesday, August 13, 2008

ความรักของแม่

เนื่องในวันพรุ่งนี้เป็นวันแม่แห่งชาติ ก็ขอนำนิทานดีๆ เรื่องหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความรักของแม่

"มีแม่คนหนึ่งที่มีอายุมากแล้ว และด้วยอายุที่มากนี้ทำให้สภาพร่างกายที่เคยแข็งแรงต้องอ่อนแอไปตามกาลเวลา และอายุขัย ด้วยความที่อายุของแม่นี้มากแล้ว จึงทำให้แม่ท่านนี้เดินไม่ได้ จึงสร้างความรำคาญใจให้กับลูกของตนเป็นอย่างมาก เนื่องจากลูกต้องคอยมานั่งดูแลตลอดเวลา จะทำอะไรเองก็ไม่สามารถทำได้ จึงสร้างความรำคาญใจให้กับลูกเป็นอย่างมาก

ดังนั้นผู้เป็นลูกจึงได้คิดวางแผนที่จะพาแม่ไปปล่อยไว้กลางป่าลึก เพื่อที่ตนจะได้ไม่ต้องคอยดูแลผู้ที่เป็นแม่อีกต่อไป เมื่อผู้เป็นแม่ทราบเรื่องที่ลูกจะพาแม่ไปปล่อย ผู้เป็นแม่ก็ไม่ได้ขัดขวาง และอ้อนวอนแต่อย่างใด ได้แต่ปล่อยให้ลูกทำไปตามที่ตนต้องการ

ในระหว่างทาง ผู้เป็นแม่ได้แต่หักกิ่งไม้ข้างทางไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้เอ่ยปากวิงวอนร้องขอแต่อย่างใด จนเมื่อถึงบริเวณกลางป่า ผู้เป็นลูกก็วางแม่ลงบริเวณโขดหิน และเตรียมกันหลังเดินกลับทางเดิน เพื่อกลับบ้าน แต่ด้วยที่ป่ามีสภาพที่เหมือนกัน ผู้เป็นลูกจึงจำทางเดินกลับออกไปจากป่าไม่ได้ คิดในใจทำยังไงดีหว่า

ในขณะนั้นเอง ผู้เป็นแม่ก็ได้พูดออกมาว่า "ลูกจ๋า เจ้าเดินตามทางกิ่งไม้ที่แม่ได้หักไว้นะ เจ้าจะได้ไม่หลงทาง กลับบ้านไปเถิด"

Friday, August 8, 2008

รอยจูบจาก ลูก

ดีมากๆ ต้องอ่านนะ ฉันได้รับข้อความนี้จากเพื่อนที่ดีคนหนึ่ง ซึ่งเพื่อนคนนี้ได้เลือกไปแล้ว
ฉันเองก็ต้องเลือกเหมือนกัน
และ ฉันก็เลือกแล้ว คราวนี้ตาพวกคุณแล้วล่ะที่จะต้องเลือกบ้าง

เรื่องมีอยู่ว่า.....
ชายคนหนึ่งเคยลงโทษลูกสาววัย 5 ขวบของเขา
เพราะนำเงินไปซื้อกระดาษห่อของขวัญสีทองม้วนหนึ่งซึ่งมีราคาแพง
ในขณะที่การเงินที่บ้านฝืดเคือง และเค้าก็อารมณ์เสียอีกครั้งเมื่อลูกสาวของเขานำกระดาษสีทองราคาแพงนั้น

มาห่อกล่องของขวัญเพียงเพื่อตกแต่งไว้ใต้ต้นคริสต์มาส
แต่กระนั้น...ลูกสาวตัวน้อยก็ได้มอบกล่องของขวัญนั้นให้พ่อของเธอในเช้าวันรุ่งขึ้น
และพูดว่า
' นี่สำหรับพ่อค่ะ '
พ่อของเธอกระอักกระอ่วนกับอาการที่ได้แสดงออกไปก่อนหน้านี้

เขาพบว่ามันเป็นเพียงกล่องเปล่า เขารู้สึกผิดหวังเป็นอย่างมาก
เขาพูดด้วยอารมณ์เกรี้ยวกราดว่า

'
ลูกไม่รู้จริงๆอย่างนั้นหรือว่าการจะให้ของขวัญใคร มันจะต้องมีอะไรอยู่ในกล่องของขวัญด้วย ? '
เด็กน้อยมองไปที่พ่อของเธอด้วยน้ำตา และพูดว่า

'
โอ...พ่อจ๋า ! เพราะหนูไม่มีเงินจะซื้ออย่างอื่นได้ หนูให้ได้แต่จูบจากใจของหนูเองจ๊ะ ตอนนี้มันไม่ใช่กล่องเปล่าเลย หนูเป่าจูบเข้าไปจนเต็มแล้ว '
ชายคนนั้นสะอึก ตัวชาด้วยความเสียใจ เขาทรุดตัวลงแล้วโอบกอดลูกสาวไว้แน่น
เขาขอให้ลูกสาวยกโทษให้เขา กับท่าทางโกรธเกรี้ยวเกินเหตุของเขา
ต่อมาไม่นานอุบัติเหตุก็ได้คร่าชีวิตลูก สาวของชายคนนั้นไป
และว่ากันว่าเขาเก็บกล่องของขวัญสีทองล้ำค่านั้น ไว้ข้างเตียงตลอดชีวิตของเขาเลยทีเดียว

และเมื่อใดก็ตามที่เขารู้สึกท้อแท้ใจ หรือต้องเผชิญกับปัญหาที่ยากเย็นแสนเข็น เขาจะเปิดกล่องใบนี้
เพื่อหยิบจูบในจินตนาการขึ้นมาหนึ่งจูบ แล้วรำลึกถึงความรักของลูกน้อย ที่ได้ใส่จูบนั้นไว้ให้เขา
ในความเป็นจริง ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง พวกเราทุกคนล้วนได้รับกล่องของขวัญสีทองซึ่ง บรรจุด้วยความรัก ที่ปราศจากเงื่อนไข

และรอยจูบจาก ลูกๆ , ครอบครัว และ เพื่อนๆ ไม่มีสมบัติใด ล้ำค่าไปกว่านี้อีกแล้ว

ตอนนี้คุณมี 2 ตัวเลือกแล้วล่ะ คุณจะ
1. ส่งข้อความนี้ต่อไปยังเพื่อนๆ และ ญาติๆ ของคุณ หรือ
2.
ลบมันทิ้งซะ
แล้วทำเหมือนกับว่าไม่มีอะไรกระทบใจคุณเลยแม้แต่น้อย
อย่างที่เห็นนี่ล่ะ ฉันได้เลือกข้อ 1
ไปแล้ว


เพื่อนคือของขวัญ

เพื่อนคือของขวัญ ผู้ซึ่งพยุงให้เรายืนขึ้นด้วยเท้า เมื่อปีกของเราไม่รู้ว่าจะบินอย่างไร
มองโลกในแง่ดี และปฏิบัตดี ฉันขอขอบคุณสำหรับ.
...
สำหรับสามีที่นอนกรนทั้งคืน เพราะนั่นหมายถึงเขากำลังหลับอยู่ที่บ้านกับฉัน ไม่ใช่กับผู้หญิงอื่น
สำหรับลูกสาววัยรุ่นที่กำลังบ่นเรื่องล้างจานอยู่ เพราะนั่นหมายถึงเธออยู่บ้าน ไม่ใช่ที่ถนน
สำหรับภาษีที่ต้องเสีย เพราะนั่นหมายถึงฉันมีงานทำ
สำหรับข้าวของต่างๆ ที่ต้องคอยเก็บหลังงานปาร์ตี้ เพราะนั่นหมายถึงฉันถูกห้อมล้อมด้วยเพื่อนฝูง
สำหรับเสื้อผ้าที่พอดีจนเกือบจะคับเกินไป เพราะนั่นหมายถึงฉันยังมีกิน
สำหรับ! เงาที่คอยมองดูฉันทำงาน เพราะนั่นหมายถึงฉัน กำลังได้รับแสงแดด
สำหรับพื้นที่ต้องคอยขัดถู และหน้าต่างที่ต้องทำความสะอาด เพราะนั่นบ้านถึงฉันมีบ้านให้ดูแลรักษา
สำหรับคำบ่นต่างๆ ที่มีต่อรัฐบาล เพราะนั่นหมายถึงเรามีอิสระ ในการที่จะแสดงความคิดเห็น
สำหรับที่จอดรถที่อยู่ไกลสุดของลานจอดรถ เพราะนั่นหมายถึงฉันสามารถเดินได้
 !
และฉันมีรถ
สำหรับผ้ากองโตที่รอการซักรีด เพราะนั่นหมายถึงฉันมีเสื้อผ้าสวมใส่
สำหรับความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าทุกสิ้นวัน เพราะนั่นหมายถึงฉันสามารถทำงานหนักได้
สำหรับเสียงปลุกในทุกๆ เช้า เพราะนั่นหมายถึงฉันยังมีชีวิตอยู่
และสุดท้าย.......
สำหรับอีเมล์ที่ส่งมาหาฉันมากมาย เพราะนั่นหมายถึงฉันมีเพื่อนๆ

เพื่อเพื่อน

"เพื่อนคือ...ทุกสิ่ง ทุกอย่าง ยิ่งกว่าแฟนก็ว่าได้ ไม่ตามใจเขา ก็ไม่ด่า
แต่ถ้าเขาไม่ตามใจ เราก็ด่าได้ โดยที่เขาและเราไม่โกรธกัน
พื่อนเมื่อโกรธกันสามารถกลับมาคืนดีกันได้ โดยไม่ต้องเก็บความสงสัยว่า เรื่องที่โกรธกันคืออะไร ผ่านแล้วก็ผ่านไป
เพื่อนคือที่พึ่งยามเป็นทุกข์
เพื่อนคือที่ปรึกษาตั้งแต่เรียน ทำงาน จนจะแต่งงานก็ยังต้องปรึกษาเขา
เพื่อนคอยสับรางเวลารถไฟจะชน
เพื่อนคอยโกหกเจ้านายเวลากำลังอู้แต่บอกว่าไปทำงาน
เพื่อนคอยบอกแฟนว่าเรากำลังอยู่กับเขาทั้งที่จริงเราไม่ได้อยู่กับเขาหรอก
และเพื่อนก็คือคนจ่ายค่าข้าวเวลาเราไม่มีเงิน"

เพราะฉะนั้นทุกคนต้องเลือกสิ่งที่มีค่ามากกว่า และสิ่งที่เราเลือก
สิ่งนั้นก็คือ ''เพื่อน''
 "sometime happy… sometime sad… but all time friend "

บักหม่อง.. 1

 
ทำไมบักหม่อง พาเพื่อน..แห่กันไปเที่ยว ผับ.. ทีละ 18 คน..
ก็เ พราะหน้าผับ
....... เขาประกาศไว้ว่า ........... ต่ำกว่า 18 ห้ามเข้าน่ะ สิ !!
------------
*
บักหม่อง..ไปร้านขาย ทีวี.. ! ถามคนขายว่า  ' ไม่ ทราบว่า..ที่นี่มีทีวีสีขายรึเปล่า ?
คนขายตอบว่า..
' มี '
บักหม่องเลยบอกว่า
................
 ' งั้นเอาสีเขียวมาเครื่อง นึง '
------------
บักหม่อง..เข้าไปเดินดูของในร้านจี ฉ่อย
เห็นกระติกน้ำทำจากโลหะอันหนึ่ง วางอยู่
บักหม่องถาม อาอึ้มว่า
' อึ้ม.. **ที่ วอบแวบสีเงินๆ นั่น อะไร '
อึ้มตอบว่า
' กระติกน้ำไง (** ฟาย) '
'
แล้วมันทำ อะไรได้มั่ง '
'
ก็ใส่ ของ ร้อน-ก็ร้อนนาน ใส่ของเย็น-ก็เย็น นาน '
บักหม่อง..เห็นว่าน่าสนใจ............. เลยตกลงซื้อมาอันนึง


เช้าของวันใหม่..อากาศแจ่มใส 
บักหม่อง..ก็เอากระติกน้ำที่เพิ่งซื้อมา..
ไปที่ทำ งาน..
; ตั้งอวดบนโต๊ะ..อย่างภาคภูมิ
หัวหน้าบักหม่องเห็น เข้า................เลยถามขึ้น

'
อะไรนั่น น่ะ..บักหม่อง '
'
กระติกน้ำ ครับ '
'
แล้วมันมีอะไรพิเศษรึ '
'
ก็ใส่ของร้อน..เก็บความร้อนได้ หรือใส่ของเย็น..ก็เก็บความเย็น ได้ '
หัวหน้าเลยถาม ว่า..
' แล้วใส่อะไรมาล่ะ '
บักหม่องยืด..ก่อนจะตอบว่า..

'
กาแฟร้อน 2 แก้ว.. กับไอติม 1 ถ้วย ครับ ' --------------
------------------------------------
ทุก ครั้ง..หลังถ่ายเอกสารเสร็จ
บัก หม่อง..จะเอาฉบับก๊อปปี้-มาตรวจทาน..เทียบกับต้นฉบับ
เพื่อเช็คดูว่า..มีคำไหนสะกด ผิดรึเปล่า --------------
-----------------------------------
บัก หม่อง..จะยิ้มทุกครั้ง................ที่ฟ้าผ่า
เพราะนึกว่า..มีคนกำลังถ่ายรูปเขา อยู่

-------------
รู้ป่าว ว่า...ทำไมบักหม่อง................ถึงกดโทรศัพท์เบอร์ฉุก
เฉิน 911.. ไม่ได้
ก็เพราะ.....เขาหา เบอร์
11 ( สิบเอ็ด) .................. บนแป้นไม่ เจอ
------------------------------

 

บักหม่อง 2

บักหม่อง..เพิ่งซื้อคอมพิวเตอร์มาใหม่ เครื่องหนึ่ง เล่นไปซักพัก..ก็เจอ ปัญหา
บักหม่อง..เลยลองกด ที่
HELP บนแป้น F1
ผ่านไปพักใหญ่...
&nb sp; บัก หม่องหงุดหงิดมาก
เลยโทรไปต่อว่า..ร้านที่เขาซื้อคอม มา

'
ผมกด F1 ตามที่ เครื่องบอก.. เวลา ที่มีปัญหา แล้วก็รออยู่เป็น ชั่วโมง.. ยังไม่เห็นมีใครมา ช่วยเลย '
คนขาย :
'(**...)' (!!)
วันรุ่งขึ้น

บักหม่อง :
เครื่องคอมพิวเตอร์ คุณนี่ห่วยมากอีกแล้วนะผมเสียเงินซื้อไปตั้งเยอะมีแต่ปัญหาไม่รู้จบหน่ำซ้ำ พอโทรมาสอบถามพนักงานงานขายของ คุณก็ดันตอบไม่รู้เรื่อง
ผู้จัดการ :
มี ปัญหาอะไรให้ดิฉันรับใช้ได้ค่ะ ( เสียงสั่นเครือมากด้วยอาการที่หวาดกลัว จะถูกลูกค้าด่ากลับ )
บักหม่อง :
ก็หน้า จอคอมพิวเตอร์ของคุณน่ะ
รายงานผลว่า
" ซีตุ๊ป - ซีตุ๊ป "
ผมก็ไม่รู้จะทำยังไง

ผู้จัดการ
: บอกว่าเธอก็ไม่รู้ว่าไอ้ซี ตุ๊ป-ซีตุ๊ปเนี่ยมันคืออะไร
ช่วงนั้นก็น้ำตาเกือบ ไหล
เพราะกะว่าถ้าตอบปัญหาลูกค้าไม่ได้ ต้องถูกไล่ออกแน่เลยตู จนกระทั่ง.....
ผู้จัดการ :
คุณลอง สะกดคำว่า ' ซีตุ๊ป - ซีตุ๊ป ' หน่อยสิคะว่าสะกดอย่างไร
บักหม่อง :
S - E - T - U - P - S - E - T - U - P
ผู้จัดการ : คุณนี่
สุด ยอด จริง ๆ อ่านได้งัย ซีตุ๊ป ซีตุ๊ป
-------- -----

บักหม่อง..ไปหาหมอ...ในสภาพหูบวมแดงน่ากลัว

หมอถามว่า..
' ไปโดนอะไรมาครับ '
บักหม่องตอบว่า..
' ผมกำลังรีดผ้า อยู่.. แล้วโทรศัพท์ก็ดังขึ้น แต่แทนที่จะหยิบโทรศัพท์มาพูด ผมดันเผลอ..เอาเตารีดขึ้นมาแนบหูน่ะ สิ '
'
โอ้ว..เดียร์ '
หมออุทานเป็นภาษาฝรั่ง...............ด้วยความ
เวทนา ' แล้วหูอีกข้าง..ทำไมถึงแดงเหมือนกัน ล่ะ
หมอถามต่อ
'
ก็** บ้านั่น...เสือ _ โทร.กลับมาอีกรอบ..อ่ะดิหมอ '
------------------------------

*
หลังจาก...ใช้ความ พยายาม................ต่อจิ๊กซอว์อยู่นาน ในที่สุด..บักหม่องก็ต่อเสร็จ เขาเอาไปอวดเพื่อน..ด้วยความภูมิใจ
'
เป็น ไง ........ ....... เนี่ยฉันใช้เวลา ต่อ..แค่ 5 เดือน เองนะโว้ย '
เพื่อน บักหม่องงง..ที่เขากล้าอวด

' 5
เดือน เหรอ ! แถวบ้านฉันเรียก ว่า..!โคตรนานเลยนะ นั่น '
'
แกนี่ไม่รู้ อะไร '
บัก หม่อง..ไม่ยอมลดละ

'
ดูที่กล่อง นี่ ............... เห็น มั้ย ................ มันบอก ว่า...
'
สำหรับ 4-7 ปี '
แต่.. ฉันใช้เวลาแค่
5 เดือนเองนะเฟ้ย.. (!!)

อ่านจบ แล้วก้ออย่าแอบอมยิ้มคนเดียวล่ะ

แจก ให้....คนอื่นยิ้มบ้างนะ