Sunday, October 12, 2008

AdWords eClass

หากเพื่อนๆได้เคยลองทำธุรกิจ eCommerce แล้วล่ะก็ จะพบว่า ในปัจจุบันสิ่งที่
ยากที่สุดในการทำ eCommerce นั้น ไม่ใช่การสร้างเว็บไซต์อีกต่อไปแล้ว
เพราะว่าตอนนี้เราสามารถสร้างเว็บไซต์ขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย ทั้งการใช้
โปรแกรมสร้างเว็บไซต์ต่างๆเช่น Dreamweaver, MS-FrontPage หรือว่า อาจจะ
ใช้เว็บไซต์สำเร็จรูปที่มีขายอยู่ทั่วไปบนอินเตอร์เน็ตก็ได้

สิ่งที่ยากที่สุดในการทำธุรกิจ eCommerce นั้น เกิดขึ้นหลังจากที่เราได้สร้าง
เว็บไซต์ขึ้นมาเสร็จแล้ว นั่นก็คือ การทำอย่างไรเพื่อให้มีคนเข้ามาเยี่ยมชม
เว็บไซต์ของเรามากๆนั่นเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าหากเรามีการขายสินค้า
หรือบริการบนเว็บไซต์ด้วยแล้วล่ะก็ การที่มีคนเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์มากๆ
ก็ย่อมหมายถึงจำนวนลูกค้า และกำไรของธุรกิจที่มากขึ้นตามไปด้วย

เพื่อนๆคนไหนที่กำลังกลุ้มใจและต้องการทำโฆษณาเว็บไซต์อย่างมี
ประสิทธิภาพอยู่นั้น วันนี้ผมมีข่าวดีมาบอกครับ

AdWords eClass ของคุณตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ นั้น จะช่วยแก้ไขปัญหาให้
กับเพื่อนๆได้ครับ โดยเพื่อนๆจะได้เรียนรู้วิธีการทำโฆษณาเว็บไซต์บน
Google.com ซึ่งเป็นวิธีการโฆษณาบนอินเตอร์เน็ตที่ได้ผลดีที่สุดในปัจจุบัน
อย่างเป็นขั้นเป็นตอน ผ่านทาง eClass ซึ่งเพื่อนๆสามารถรับชมได้ทั้งที่บ้าน
และที่ทำงาน รวมทั้งสามารถที่จะทำโฆษณาเว็บไซต์ของเพื่อนๆไปทีละขั้นตอน
ตามแต่ละบทเรียนที่เพื่อนๆได้เปิดดูครับ

http://www.adwords-eclass.com/

ผมได้มีโอกาสรับชม eClass ทั้งหมดของคุณตราวุทธิ์แล้วครับ บอกได้คำเดียว
ว่า ยอดเยี่ยมมาก ด้วยเนื้อหาที่สอนเป็นเวลารวมกันเกือบ 10 ชั่วโมง ซึ่งมากกว่า
การสัมมนาปรกติทั่วไป และแต่ละบทเรียนก็อัดแน่นไปด้วย ข้อมูลและเทคนิค
ที่สำคัญต่างๆ ที่จะช่วยให้เราสามารถทำการโฆษณาเว็บไซต์บน Google
ได้อย่างถูกวิธี เพื่อให้สามารถดึงดูดลูกค้าเข้ามายังเว็บไซต์ และสร้างยอดขาย
ได้มากขึ้นเรื่อยๆ เรียกได้ว่าแม้กระทั่งคนที่ไม่เคยใช้งาน Google AdWords
มาก่อน ก็สามารถทำโฆษณาอย่างมืออาชีพได้ทันทีเลยครับ

ที่สำคัญคุณตราวุทธิ์ได้แบ่งบทเรียนของ AdWords eClass นี้ ออกเป็นหลายบท
ด้วยกัน ซึ่งในแต่ละบทนั้น ก็จะมีหัวข้อย่อยลงไปอีก ซึ่งเราสามารถเลือกดู
บทเรียนไหน หรือ หัวข้อย่อยไหนก็ได้ทันที ทำให้เราสามารถเรียนรู้ และทำ
โฆษณาตาม จากนั้น ถ้าหากว่ามีข้อสงสัยในหัวข้อไหน ก็สามารถกลับเข้ามาดู
ซ้ำให้เข้าใจ และนำไปใช้ปฎิบัติได้ทันทีครับ ผมคิดว่าข้อนี้เป็นประโยชน์กับ
ทุกคนอย่างมากครับ เป็นข้อดีของ eClass ที่เหนือกว่าการสัมมนาทั่วไป
เพราะว่าสำหรับการสัมมนาปรกติที่เราไปเข้าฟังกันนั้น แม้ว่าจะเป็นแบบ
Workshop เราก็ไม่สามารถกลับมาเรียนซ้ำในสิ่งที่เราต้องการทำความเข้าใจ
ใหม่ได้ทันทีอย่างนี้ครับ ผลก็คือด้วย AdWords eClass นั้น ทุกคนสามารถ
ทำการโฆษณาเว็บไซต์ของเราได้อย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างแท้จริง

ใน AdWords eClass บทเรียนแรกที่คุณตราวุทธิ์สอน คือ บทเรียนที่ใช้ปรับ
พื้นฐานเพื่อให้ทุกคนทำความเข้าใจได้ก่อนว่า Google AdWords คืออะไร
และถ้าหากว่าเราสมัครโฆษณากับ Google แล้ว โฆษณาของเราจะไปแสดง
ที่ไหนได้บ้าง และการจัดอันดับโฆษณา รวมทั้งวิธีการคิดเงินค่าโฆษณาจะ
เป็นอย่างไร

ผมเองคิดว่า ตนเองก็รู้จักกับ Google AdWords มาพอสมควรแล้ว เมื่อได้ดู
eClass บทนี้เพียงบทเดียวก็พบว่า มีอีกหลายเรื่องเกี่ยวกับ Google AdWords
ที่ผมยังไม่รู้ และนั่นทำให้ผมสามารถมองเห็นภาพรวมการทำโฆษณากับ
Google ได้อย่างชัดเจน ผลก็คือ ผมสามารถทำความเข้าใจกับบทเรียนอื่น
ของคุณตราวุทธิ์ได้ง่ายขึ้น และสามารถนำเทคนิคต่างๆที่คุณตราวุทธิ์ได้สอน
มาใช้ปรับปรุงโฆษณาของผมได้อย่างดี และรวดเร็วยิ่งขึ้นครับ

ส่วน eClass บทที่ 2 นั้น เป็นบทเรียนที่สำคัญมาก เรียกได้ว่าเป็นหัวใจของ
การทำโฆษณากับ Google AdWords เลยทีเดียว คุณตราวุทธิ์ได้สอนถึงขั้นตอน
การทำโฆษณา Google AdWords อย่างถูกวิธีว่า มีขั้นตอนการทำโฆษณาอย่างไร
รวมทั้งได้อธิบายถึง ขั้นตอนการทำโฆษณาแบบผิดวิธีที่คนโดยทั่วไปทำกันอยู่

โดยส่วนตัวผมชอบ eClass บทที่ 2 นี้มากครับ เพราะว่า ทำให้ผมได้รู้ว่า
ผมกำลังทำการโฆษณาแบบผิดขั้นตอนในส่วนไหนอยู่บ้าง ซึ่งทำให้ผม
สามารถเข้าไปปรับปรุงโฆษณาของผมได้อย่างถูกต้อง ทำให้เพียงแค่เวลา
ไม่นาน โฆษณาบน Google ของผม ก็สามารถแสดงได้เหนือกว่าคู่แข่งอย่าง
ง่ายดายครับ

ใครที่ยังไม่เคยทำโฆษณากับ Google AdWords มาก่อน เพียงแค่บทเรียนนี้
บทเดียว คุณตราวุทธิ์ก็สามารถเปลี่ยนให้คุณเป็นนักโฆษณาแบบมืออาชีพได้
เพราะเหมือนคุณตราวุทธิ์ มานั่งทำโฆษณาให้ดูต่อหน้าเลยทีเดียวครับ ดังนั้น
ก็เป็นโชคดีของเพื่อนๆนะครับ ที่จะได้เริ่มต้นทำโฆษณาได้อย่างถูกวิธีตั้งแต่
เริ่มทำครั้งแรกเลยครับ

สำหรับใครที่ได้ลองทำโฆษณาบน Google AdWords อยู่แล้ว ในบทเรียนนี้นั้น
สามารถที่จะเปลี่ยนโฆษณาของเพื่อนๆให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นได้
เพราะว่านอกจากจะได้เห็นภาพรวมถึงการโฆษณาอย่างถูกวิธีแล้ว คุณตราวุทธิ์
ยังได้สอนเทคนิคต่างๆ ที่ใช้เพิ่มประสิทธิภาพให้กับโฆษณาของเพื่อนๆได้
เช่น วิธีการหา Keywords เพื่อนำมาใช้โฆษณา การจัดแบ่งกลุ่มของ Keywords
อย่างถูกต้อง การเขียนข้อความโฆษณาที่ทำให้คนคลิ๊กมากๆ เป็นต้น ซึ่งเพียง
แค่เทคนิคบางอย่าง เพื่อนๆก็สามารถนำไปเพิ่มจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ของ
เพื่อนๆ ได้มากมายมหาศาลแล้วครับ

ถัดมาก็เป็น eClass บทที่ 3 ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการสร้าง Landing Page ขึ้นมา
คุณตราวุทธิ์ก็ได้สอนถึง สิ่งที่สำคัญมากในการสร้าง Landing Page เพื่อให้เรา
สามารถเปลี่ยนคนที่เข้ามายังเว็บไซต์ของเรา ให้กลายมาเป็นลูกค้าของเราได้
วิธีการสร้าง Landing Page เพื่อใช้ในการโฆษณาบน Google AdWords อย่างมี
ประสิทธิภาพมากที่สุด และที่สำคัญคือ เราจะได้เรียนรู้ถึง ข้อผิดพลาด
5 ประการเกี่ยวกับ Landing Page ที่คนทั่วไปมักจะทำกัน ซึ่งผมก็ต้องยอมรับ
อย่างไม่อายว่า ผมได้ทำผิดไปถึง 3 ประการด้วยกันแล้วครับ แต่เมื่อดู eClass
บทนี้จบ ผมก็สามารถนำไปแก้ไขปรับปรุง Landing Page ของผมได้ทันทีครับ

AdWords eClass บทที่ 4 เป็น เรื่องเกี่ยวกับการวัดประสิทธิภาพและติดตามผล
ในการโฆษณาของเราว่า เราได้กำไรกลับมาจากการโฆษณามากน้อยแค่ไหน
คุณตราวุทธิ์ได้สอนถึงสิ่งต่างๆมากมายที่เราสามารถนำไปใช้วัดประสิทธิภาพ
การทำกำไรจากโฆษณาของเราได้ทันที เช่น

     •  การคำนวณหาค่า ROI เพื่อดูว่าเราทำกำไรได้มากน้อยแค่ไหน
     •  การติดตั้ง Conversion Tracking ให้กับเว็บไซต์ของเราแบบฟรีๆ
     •  การใช้ Conversion Tracking เพื่อวัดผลโฆษณาของเราอย่างมีประสิทธิภาพ
     •  การอ่านค่า Conversion Rate และ Cost per Conversion
     •  วิธีการสร้างรายงานสถิติต่างๆของ Google Adwords

สำหรับ AdWords eClass บทที่ 5 นั้น เป็นบทที่ผมชอบมากครับ เพราะ
คุณตราวุทธิ์ได้อธิบายถึงเครื่องมือต่างๆ ที่เราสามารถนำมาใช้เพื่อจัดการ
และบริหารโฆษณาของเราให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเครื่องมือทุกชิ้น
เราสามารถนำมาใช้ได้แบบฟรีๆครับ

AdWords eClass บทที่ 5 นี้ ทำให้ผมสามารถทำการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง
โฆษณาบน Google ที่ไหนก็ได้ โดยไม่ต้องเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ต ซึ่งสะดวก
และประหยัดเวลาผมไปได้มากมายเลยครับ และอีกเครื่องมือที่ผมชอบก็คือ
เครื่องมือที่ทำให้ผมสามารถ ตั้งเวลาในการแสดงโฆษณาของผมบน Google
ได้ว่า จะให้ Google แสดงโฆษณาของผมวันไหน เมื่อไหร่ กี่โมงถึงกี่โมง
และจะตั้งราคาค่าโฆษณาเท่าไหร่ ในเวลาใดบ้าง ทำให้ผมสามารถทำการ
แสดงโฆษณาได้อย่างมีประสิทธิภาพเต็มที่ ด้วยต้นทุนค่าโฆษณาที่ไม่มาก
และได้ผลตอบแทนกลับมาสูงมากครับ

ใน eClass บทที่ 6 ผมได้ค้นพบกับข้อมูลอีกหลายๆอย่างเกี่ยวกับ AdWords
ที่ลึกไปกว่า ความรู้ที่ผมมีอยู่ในปัจจุบันมากครับ เป็นรายละเอียดที่ถ้าหากว่า
เราต้องการจะโฆษณาด้วย Google AdWords แล้ว เราจำเป็นที่จะต้องรู้เอาไว้ครับ
เพราะจะช่วยให้เราสามารถทำการโฆษณาได้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น
และสามารถที่จะแสดงโฆษณาให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้มากขึ้นครับ

เรื่องสำคัญๆในบทนี้ที่ผมแนะนำว่า เพื่อนๆจะต้องดูและทำความเข้าใจให้ดีก็คือ

     •  Quality Scores หรือ ปัจจัยที่ Google ใช้วัดว่าโฆษณาของเราดีหรือ
        ไม่ดี ซึ่งถ้าหากว่าเรามีความเข้าใจแล้ว ก็จะสามารถทำให้เราลดค่า
         โฆษณาลงมาได้มากมายเลยครับ
     •  การเข้าถึงกลุ่มลูกค้าให้มากขึ้นด้วย Content Network ซึ่งสามารถจะ
         ช่วยแสดงโฆษณาของเพื่อนๆให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายมากยิ่งขึ้น
         หลายเท่าเลยทีเดียว
     •  การทำโฆษณาแบบ Site Targeted ที่ทำให้เราสามารถแสดงโฆษณา
        ของเราบนเว็บไซต์ดังๆ ทั้งในและต่างประเทศได้ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่ม
        ลูกค้าเป้าหมายของเราในทุกรูปแบบ
     •  Google Analytics ที่จะช่วยให้เราสามารถทำการวิเคราะห์เว็บไซต์
        ของเราได้อย่างง่ายดาย

และสำหรับบทสุดท้ายของ AdWords eClass นั้น คุณตราวุทธิ์ได้สรุปสิ่งที่
สำคัญมากๆ ในแต่ละส่วนของการทำโฆษณาบน Google AdWords เอาไว้
ให้เราได้รับชมกัน เพื่อให้มั่นใจได้ว่า เราจะสามารถโฆษณาได้อย่างถูกต้อง
ในทุกๆจุดสำคัญของการโฆษณาครับ

เพื่อนๆคงได้เห็นแล้วว่า ด้วย AdWords eClass นั้น สามารถทำให้เพื่อนๆ
เริ่มต้นโฆษณาเว็บไซต์ของตนเองได้อย่างมั่นใจ และไม่จำเป็นต้องเสียเวลา
ลองผิด ลองถูก เสียค่าโฆษณามากมายโดยใช่เหตุให้กับ Google ไปฟรีๆ
สิ่งที่คุณตราวุทธิ์ได้สอนใน AdWords eClass นั้น มีประโยชน์มากๆ ผมได้ดู
eClass ทั้งหมดแล้ว 3 รอบด้วยกัน พบว่า ในทุกรอบที่ดูใหม่ ผมก็จะได้รับ
ความรู้และเทคนิคใหม่ๆเพิ่มขึ้น เพื่อให้ผมได้นำไปปรับปรุงโฆษณาของผม
เสมอๆ ผมตั้งใจไว้ว่า จะดู AdWords eClass เพื่อทบทวนบทเรียนต่างๆ
เดือนละ 1 หน เพื่อให้มั่นใจได้ว่า ผมสามารถซึมซับบทเรียน และสามารถนำ
เอาหลักการ เทคนิคทุกอย่าง ที่คุณตราวุทธิ์ได้สอนไว้ มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพ
ให้กับโฆษณาของผม ได้อย่างเต็มที่ครับ

ถ้าหากว่าเพื่อนๆคนไหนที่ต้องการทำธุรกิจ eCommerce อย่างจริงจัง และ
เข้าใจดีว่า การโฆษณาเว็บไซต์นั้น เป็นส่วนที่สำคัญมากที่สุดส่วนหนึ่งของ
การทำธุรกิจ ผมก็ขอแนะนำให้ลองเข้าไปดู AdWords eClass กันนะครับ
แล้วเพื่อนๆจะพบว่า เราเองก็สามารถทำโฆษณาให้เว็บไซต์ของเรา ไปติดบน
Search Engine ระดับโลกอย่าง Google ได้เหมือนกันครับ โดยเพื่อนๆ
สามารถเข้าไปอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ AdWords eClass ได้ที่

http://www.adwords-eclass.com/

Monday, September 22, 2008

ตำรวจเตือนมามีผู้เคราะห์ร้ายแล้ว

ลองนึกภาพดูท่านกำลังเดินมาในลานจอดรถ  เปิดประตุรถและ เข้าไปในรถ ท่านล็อคประตู  แล้วสตาร์ทรถยนต์ และ เข้าเกียร์เพื่อถอยรถ ขณะนั้นท่าน  มองที่กระจกส่องหลังที่อยู่หน้าคนขับเพื่อมองทางที่จะถอย  ทันใดก็เห็นว่ามีกระดาษแผ่นหนึ่งติดอยู่กลางกระจกรถด้านหลัง  ท่านก็ต้องเปลี่ยนเกียร์มาที่ตำแหน่งเพื่อจอดรถเปิดประตู   ออกจากรถเพื่อจะลงไปเอากระดาษที่ติดอยู่ออกเพราะทำให้การมองเห็นไม่ดี  ขณะที่เดินถึงด้านหลังของรถ จู่ ๆ ก็มีชายคนหนึ่งโผล่มาจากที่ไหนก็ไม่รู้  กระโดดเข้าไปในรถและขับรถออกไปเครื่องยนต์กำลังติดอยู่  เจ้าของรถที่เป็นผู้หญิงจะมีกระเป๋าถือวางอยู่ในรถด้วย)  รถที่ออกก็จะพุ่งออกไปท่านต้องหลีกเพราะกลัวถูกชน   
โปรดระวัง โจรรถยนต์บางรายเริ่มใช้วิธีนี้แล้ว  
วิธีที่ดีและ ปลอดภัย คือ
  ท่านขับรถออกไปปล่อยให้กระดาษติดอยู่ที่กระจก  แล้วค่อยเอาออกหลังจากที่ออกไปจากลานจอดรถที่น่าสงสัยนั้น    ขอให้ทุกคนส่งต่อไปให้ญาติมิตร โดยเฉพาะที่เป็นผู้หญิง  กระเป๋าถือมีบัตรประชาชน และแน่นอนถ้าตกอยู่ในมือของ   มิจฉาชีพก็ไม่ค่อยดีแน่   

Sunday, September 14, 2008

วิธีการผ่อนคลายเมื่อปวดประจำเดือน

วิธีการผ่อนคลายเมื่อปวดประจำเดือน

# ใส่น้ำมันหอมระเหยกลิ่นลาเวนเดอร์ลงในอ่างอาบน้ำ หรือดื่มชาลาเวนเดอร์ ก็จะช่วยบรรเทาความเครียดและตะคริว

# การลดอาการปวดประจำเดือนให้ใช้ความอุ่นชื้นจะดีที่สุด โดยการใช้ผ้าหุ้มขวดน้ำอุ่นวางประคบที่หน้าท้อง หรือหากเป็นตะคริวบ่อยก็ควรกินอาหารที่มีแมกนีเซียม เช่น ถั่วเหลือง ปลา ธัญพืช ผักสีเขียว

# อาหารที่มีแคลเซียมสูงสามารถช่วยลดอาการปวดประจำเดือนได้ เช่น บร็อกโคลี่ เต้าหู้ และผลิตภัณฑ์นม และก่อนมีประจำเดือนก็ให้กินอาหารที่มีวิตามินสูงก่อนประจำเดือนจะมาสองสามวัน เช่น วิตามินบี 6 (มีมากในหลา ธัญพืชไม่ขัดสี อะโวคาโด) วิตามินเอ (มีมากในพริกหวาน ตับ ปลาเนื้อมัน ผลิตภัณฑ์นม พืชผักสีเขียวและเหลือง) วิตามินอี (มีมากในน้ำมันรำข้าว ถั่ว) และควรทานวิตามินซีให้มากด้วย

นอนไม่หลับ

คุณเป็นคนหนึ่งหรือเปล่าคะที่อยากนอนแต่นอนไม่หลับ กว่าจะหลับได้ปาไปค่อนคืน ส่งผลให้ตอนเช้าไม่อยากตื่น หรือตื่นมาแบบงัวเงีย ๆ ตาบวม ตาคล้ำ ไปทำงานแบบไม่สวย ขืนปล่อยไว้นานสุขภาพพลอยแย่แน่ ๆ อย่างนี้ต้องหาวิธีค่ะ ลองปรับเปลี่ยนกิจวัตร วิถีชีวิตบางอย่างของคุณดู บางทีอาจช่วยให้หลับง่ายหลับสบายยิ่งขึ้น

สำรวจว่าห้องนอนอากาศถ่ายเทสะดวกหรือเปล่า
อันนี้เป็นตามหลักสุขศึกษาเบื้องต้นเลย ถ้าเปิดแอร์อุณหภูมิควรอยู่ที่ 20-25 องศาเซลเซียส แน่นอนค่ะว่าถ้าอากาศร้อนอบอ้าว ทำให้เรานอนไม่หลับกระสับการะส่าย


ก่อนเข้านอนให้อาบน้ำร้อน
เพราะจะช่วยผ่อนคลายร่างกายและใจที่เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ามาทั้งวัน ถ้าที่บ้านมีอ่างอาบน้ำให้หยดลาเวนเดอร์หรือคาโมไมล์ลงไปสักหน่อย จะช่วยให้หลับสบายขึ้น เมื่ออาบเสร็จอย่าลืมทาโลชั่น เพิ่มความชุ่มชื่นให้กับผิว และหาชุดนอนนุ่มสบายมาใส่


หลีกเลี่ยง ชา กาแฟ และเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์
ในตอนเย็นหรือหัวค่ำ ให้มาเลือกดื่มชาสมุนไพรย่างชาคาโมไมล์ หรือชาลาเวนเดอร์แทน หรือจะเป็นนมอุ่น ๆ ช็อกโกแลตร้อนสักแก้วก็จะทำให้หลับง่ายขึ้น


ไม่ควรรับประทานอาหารเย็นแบบใกล้เวลาเข้านอนมากเกินไป
เพราะจะทำให้กระเพาะคุณทำงานหนัก ถ้าเป็นได้คืออย่ารับประทานมื้อเย็นหลัง 1 ทุ่มเลยค่ะนอกจากนั้นขอแนะนำให้เลือกอาหารเบา ๆ ย่อยง่าย จำพวกปลานึ่งผักนึ่ง หลีกเลี่ยงพวกอาหารไขมัน เนื้อสัตว์ เครื่องเทศ และเครื่องปรุงรสจัด ๆ ค่ะ


ก่อนเข้านอนสัก 3 ชั่วโมง พยายามตัดเรื่องคร่ำเคร่งออกจากตัวจากใจ
ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะขนงานมาทำหรืออ่านหนังสือประเภทตื่นเต้น ลึกลับ เพราะนอกจากทำให้คุณวางหนังลือไม่ลงแล้ว ยังทำให้เกิดความตื่นเต้นก่อนนอนอีกแต่ให้หาเพลงเบา ๆ ฟังแทน อาจเป็นเพลงพวกนิวเอจ เพื่อการผ่อนคลาย ซึ่งเดี๋ยวนี้มีให้เลือกเยอะทีเดียว


แต่ละคนมีนาฬิกาชีวิตของคุณเอง
ลองสังเกตดูดี ๆ สิว่าคุณหิวข้าวตอนไหน และง่วงนอนตอนไหน ถ้าเกิดอาการง่วงเหงาหาวนอน หนังตาหย่อน แสดงว่าคุณต้องนอนแล้วละ ให้รีบนอนทันที เพราะถ้าเลยเวลานอนไปคุณอาจนอนไม่หลับเลย และเมื่อได้ เวลาทองของตัวเองแล้ว ก็โปรดจำไว้ และพยายามทำให้เป็นกิจวัตร


หากระดาษโน๊ตไว้ที่หัวนอนสักแผ่น
เพื่อจดว่ามีสาเหตุอะไรบ้างที่ทำให้คุณนอนไม่หลับ และมีอะไรบ้างที่ทำให้คุณหลับสนิทดี เพื่อจะได้นำมาแก้ไขและปรับใช้กับตัวเอง 
 
 

Tuesday, September 9, 2008

sim ของมือถือ

sim ของมือถือโดนลักลอบใช้ได้แล้ว !!

โปรดระวัง ถ้าคุณได้รับสัญญาณโทรศัพท์บนมือถือของคุณว่า
ช่างเทคนิค Cellnet หรือ Vodafone บอกคุณว่า
พวกเขากำลังทำการตรวจเช็คโทรศัพท์ของคุณ
และบอกให้คุณต้องกด # 90 หรือ 90 #
ตอนนี้มีบริษัทหลอกลวงฉ้อฉล วางอุบายนี้ขึ้นมา
ถ้าคุณได้รับสัญญาณโทรศัพท์ดังกล่าว คุณต้องวางสายโทรศัพท์ทันที
ถ้าคุณกด # 90 หรือ 90 # ล่ะก็ พวกเขาจะสามารถเข้าไปใน sim card ของคุณได้
และสามารถทำการใช้โทร.ออกจาก sim card นั้น
โดยค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้น จะเป็นของคุณ
กรุณาบอกคนอื่นๆด้วย

 

การทำงาน

โดยพระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต

อาตมาอ่านเจอกลอนในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ที่ผู้เขียนระบายไว้ได้สาแก่ใจมากเลย

เร็ว ก็หาว่าล้ำหน้า
ช้า ก็หาว่าอืดอาด
โง่ ก็ถูกตวาด
พอฉลาด ก็ถูกระแวง
ทำก่อน บอกไม่ได้สั่ง
ทำทีหลัง บอกไม่มีหัวคิด
เฮ้อ นี่แหละชีวิตคนทำงาน

ข้างต้น น่าจะเป็นกลอนที่โดนใจบรรดาคนทำงานหลายๆ คน เพราะสะท้อนความรู้สึกกดดันอย่างชัดเจน
ซึ่งจากการได้พูดคุยกับโยมที่เข้ามาปรึกษาหารือถึงสาเหตุที่ทำงานกันอย่างไม่มีความสุขก็มีปัจจัยมากมาย เช่น ทำงานที่ตัวเองไม่ถนัด ทำงานที่ไม่ชอบ โดนหัวหน้างานกดขี่ หรือรู้สึกว่าหน้าที่ที่ตัวเองได้รับมอบหมายนั้นต่ำต้อย ฯลฯ
โดยจะว่าไปแล้ว บริษัทก็เหมือ นกับบ้านหลังที่สองของเรา บางคนใช้ชีวิตในบริษัทมากกว่าที่บ้านซะอีก เพราะต้องตื่นขึ้นมาทำงานตั้งแต่ตี ๔ ตี ๕ กลับถึงบ้านก็ ๒-๓ ทุ่ม วันหนึ่งมี ๒๔ ชั่วโมง หากต้องใช้ชีวิตในการทำงาน (รวมนั่งรถไป-กลับ) วันละ ๑๐ กว่าชั่วโมงแล้ว ถ้าโยมไม่มีความสุขกับงานที่ทำ จึงเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจมากๆ

อาตมาชอบใจคุณยามที่บริษัทแห่งหนึ่งมาก เคยถามเขาว่า ไม่เบื่อเหรอ เปิดประตูทั้งวัน เขาตอบกลับอย่างฉะฉานว่า ' ไม่เบื่อหรอกครับท่าน เพราะคนจะเข้าไปที่นี่ได้หรือไม่ได้ มันอยู่ที่ผม ถ้าผมไม่เปิดประตู ไม่อนุญาตหรือบอกไม่ให้เข้า เขาก็ไม่ได้เข้านะ อย่างพระอาจารย์มาบรรยายที่นี่ ผมไม่ให้เข้าก็ได้ ... แต่ผมให้เข้าครับ ' ( แล้วไป)

อาตมาจึงไม่แปลกใจเลย เวลาไปทำธุระที่บริษัทนี้ทีไร มักเห็นเจ้าหมอนี่ ทำหน้าที่ตัวเองอย่างกระตือรือร้น ก็เพราะเขามีทัศนคติที่ดีต่อหน้าที่ เห็นความสำคัญของตัวเอง จึงทำให้เขาทำงานได้อย่างมีความสุข (แถมมีมุขอำกลับอาตมาอีกต่างหาก)

ดังนั้นอาตมาจึงอยากจะหนุนใจญาติโยมที่กำลังรู้สึกย่ำแย่กับงานของตัวเองว่า

ถ้าเราทำงานจนเมื่อยมือเหลือเกิน
ก็จงดีใจเถอะ ที่มีมือให้เมื่อย
ถ้าเราเดินไปเดินมาจนปวดขาเหลือเกิน
ก็จงดีใจเถอะ ที่มีขาให้ปวด
ถ้าเราเห็นหัวหน้า แล้วเซ็งเหลือเกิน
ก็จงดีใจเถอะ ที่มีหัวหน้าให้เซ็ง

ถ้าเราเห็นงาน แล้วเราเบื่องานเหลือเกิน
ก็จงดีใจเถอะ ที่มีงานให้เบื่อ


เพราะหลายคนพอไม่มีงานให้ทำ ก็จะประท้วงกัน อยากทำงาน ! อยากทำงาน ! ดังนั้นเมื่อคุณโยมมีโอกาสทำแล้ว
ก็จงทำให้ดีที่สุด เริ่มต้นด้วยการเปลี่ยนทัศนคติต่องานที่ทำก่อน
เห็นความสำคัญของหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ได้ ทำมันอย่างเต็มที่และดีที่สุด
เหมือนดั่งคุณยามที่อาตมายกมาเป็นตัวอย่างข้างต้น

อาตมาเคยอ่านเจอคำแนะนำของท่านพระธรรมปิฎก ( ป.อ.ประยุตฺโต) ในหนังสือเล่มหนึ่ง ท่านเขียนชี้แนะไว้ว่า

งานมีผลตอบแทนสองชั้นด้วยกัน

ผลตอบแทนชั้นที่ ๑ คือ ตอนเงินเดือนออก นี่คือความสุขชั้นที่หนึ่ง
ซึ่งหลายๆ คนมีความสุขในการทำงานแค่วันนั้นวันเดียว
แต่ถ้าเราสามารถพัฒนาตัวเองไปพร้อมกับงานได้ มันก็จะก้าวไปสู่อีกระดับ
อันนำมาซึ่งผลตอบแทนหรือความสุขชั้นที่ ๒ นั่นเอง

หนึ่งเดือน คุณโยมอยากมีความสุขเพียง ๑ ชั้น หรือ ๒ ชั้น ก็เลือกเอาตามใจชอบเลย

เจริญพร...

sim ของมือถือโดนลักลอบใช้ได้แล้ว !!

โปรดระวัง ถ้าคุณได้รับสัญญาณโทรศัพท์บนมือถือของคุณว่า
ช่างเทคนิค Cellnet หรือ Vodafone บอกคุณว่า
พวกเขากำลังทำการตรวจเช็คโทรศัพท์ของคุณ
และบอกให้คุณต้องกด # 90 หรือ 90 #
ตอนนี้มีบริษัทหลอกลวงฉ้อฉล วางอุบายนี้ขึ้นมา
ถ้าคุณได้รับสัญญาณโทรศัพท์ดังกล่าว คุณต้องวางสายโทรศัพท์ทันที
ถ้าคุณกด # 90 หรือ 90 # ล่ะก็ พวกเขาจะสามารถเข้าไปใน sim card ของคุณได้
และสามารถทำการใช้โทร.ออกจาก sim card นั้น
โดยค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้น จะเป็นของคุณ

Thursday, September 4, 2008

แก่ขึ้น กับ เติบโตขึ้น

วันแรกที่พวกเราเริ่มการเรียนในมหาวิทยาลัยนั้น
อาจารย์ของเราได้เข้ามาแนะนำตัว
และบอกให้พวกเราทำความรู้จักกับคนอื่นๆ ที่เราไม่รู้จักมาก่อน
ผมยืนขึ้นแล้วมองไปรอบๆ และมีมือๆ หนึ่ง เอื้อมมาจับบ่าของผม
ผมหันไปพบกับหญิงชราร่างเล็ก ผิวหนังเหี่ยวย่น ที่ส่งรอยยิ้มอันเป็นประกายมาให้ผม
รอยยิ้มนั้นทำให้เธอดูสดใสอย่างยิ่ง

หญิงชราคนนั้นกล่าวขึ้นว่า
'สวัสดี รูปหล่อ ฉันชื่อโรส อายุแปดสิบเจ็ดแล้ว มาให้ฉันกอดสักทีสิ'

ผมหัวเราะกับท่าทางของเธอ และตอบอย่างร่าเริงว่า
'แน่นอน ได้สิครับ ' แล้วเธอก็กอดผมอย่างแรง ผมถามเธอว่า
'ทำไมคุณถึงมาเรียนมหาวิทยาลัย เอาตอนที่อายุน้อยและไร้เดียงสาอย่างนี้ละ.. '

เธอตอบด้วยเสียงปนหัวเราะว่า 'ฉันมาหาสามีรวยๆ ที่ฉันจะได้แต่งงานด้วย แล้วมีลูกสักสองสามคน... '
ผมขัดจังหวะเธอ โดยถามว่า 'ไม่เอาครับ.. ถามจริงๆ ' ผมสงสัยจริงๆ ว่า อะไรทำให้เธอมาเรียนที่นี่ตอนที่อายุขนาดนี้ และเธอตอบว่า
'ฉันฝันมานานแล้ว ว่าฉันจะได้ปริญญา และตอนนี้ ฉันก็กำลังจะได้ปริญญาที่ฉันฝัน'
หลังเลิกเรียนวิชานั้น เราเดินไปที่อาคารสโมสรนักศึกษาด้วยกัน และนั่งกินชอคโกแลตปั่นด้วยกัน เรากลายเป็นเพื่อนกันในทันที
ตลอดสามเดือนหลังจากนั้น เราจะออกจากชั้นเรียนพร้อมกัน และจะไปนั่งคุยกันไม่หยุด ผมนั้นประหลาดใจเสมอเมื่อได้ฟัง 'ยานเวลา' ลำนี้
แบ่งปันความรู้ และประสบการณ์ของเธอให้กับผม

ตลอดปีนั้น โรสได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยของเรา และเธอนั้นจ ะเป็นเพื่อนได้กับทุกคนในทุกที่ที่เธอไป เธอรักที่จะแต่งตัวดีๆ
และดื่มด่ำอยู่กับความสนใจ ที่นักศึกษาคนอื่นๆ มีให้กับเธอ เธอได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่
เมื่อถึงตอนสิ้นสุดภาคการศึกษา เราได้เชิญโรสให้มาพูดที่งานเลี้ยงของทีมฟุตบอลของเรา
ผมไม่เคยลืมเลยว่า เธอได้สอนอะไรให้กับเรา .. พิธีกรแนะนำตัวเธอ และเธอก็เดินขึ้นมาที่แท่น

ตอนที่เธอกำลังเตรียมตัวที่จะพูดตามที่เธอตั้งใจนั้น
เธอทำการ์ดที่บันทึกเรื่องที่เธอจะพูดตกพื้น เธอทั้งอาย ทั้งประหม่า
แต่เธอโน้มตัวเข้าหาไมโครโฟนแล้วบอกว่า
'ขอโทษด้วยนะ ที่ฉันซุ่มซ่าม ฉันเลิกกินเบียร์มาตั้งนานแล้ว
แต่วิสกี้พวกนี้มันแรงจริงๆ... ฉันคงจะเอาบทของฉัน
มาเรียงใหม่ไม่ทันแล้วงั้นฉันก็คงได้แค่บอกเรื่องที่ฉันรู้ให้กับพวกคุณก็แล้วกัน'

พวกเราทุกคนหัวเราะกันท้องคัดท้องแข็ง ตอนที่เธอเริ่มต้นว่า
'พวกเราทุกคนนั้น ไม่ได้หยุดเล่นเพราะเราแก่หรอก แต่เราแก่เพราะว่าเราหยุดเล่น
ที่จริงแล้วมีเคล็ดลับสู่การที่จะยังหนุ่มสาวอยู่เสมอมีความสุข
และประสบความสำเร็จอยู่ 4 ประการ
1) พวกคุณจะต้องหัวเราะ และมีเรื่องสนุกๆ ขำขันทุกวัน
2) พวกคุณจะต้องมีความฝัน เมื่อไรก็ตามที่คุณสูญเสีย ความฝันของคุณไป คุณจะตาย มีคนมากมายที่ยังเดินไป เดินมาอยู่ทั้งๆ
ที่ตายไปแล้วและไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตายไปแล้ว..
3) การที่คุณ 'แก่ขึ้น' กับ 'เติบโตขึ้น' นั้นมันต่างกันมาก ถ้าคุณอายุสิบเก้า แล้วนอนอยู่บนเตียงเฉยๆ ปีหนึ่ง
และไม่ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย ตลอดทั้งปี คุณก็จะอายุยี่สิบ
ถ้าฉันอายุแปดสิบเจ็ด แล้วนอนเฉยๆ ไม่ทำอะไรเลยตลอดทั้งปี ฉันก็จะอายุ
แปดสิบแปด ทุกๆ คนนั้นจะแก่ขึ้น ทั้งนั้น ไม่จำเป็นต้องอาศัยความสามารถอะไรเลย
ประเด็นของการ เติบโตขึ้น นั้นอยู่ที่การแสวงหาโอกาสในการเปลี่ยนแปลง
4) อย่าทิ้งอะไรไว้ให้เสียใจภายหลัง คนสูงอายุส่วนใหญ่นั้น ไม่เสียใจกับสิ่งที่ได้ ทำลงไปแล้ว แต่มักจะเสียใจกับสิ่งที่ยังไม่ได้ทำ


'
คนที่กลัวความตายนั้น มีแต่คนที่ยังมีสิ่งทีต้องเสียใจค้างอยู่ '

เธอจบการพูดของ เธอด้วยการร้องเพลง 'The Rose' อย่างกล้าหาญ และเธอได้แนะให้พวกเราทุกคนศึกษา

เนื้อร้องของเพลงนั้นและเอาความหมายเหล่านั้นมา ใช้กับชีวิตประจำวันของพวกเรา

เมื่อสิ้นปีการศึกษานั้น โรสได้รับปริญญาที่เธอได้เริ่มฝันไว้เมื่อนานมาแล้ว

หนึ่งสัปดาห์หลังจบการศึกษา โรสจากไปอย่างสงบ เธอนอนหลับไปและไม่ตื่นขึ้นอีกเลย

นักศึกษากว่าสองพันคนไปร่วมพิธีศพของเธอ เพื่อแสดงความเคารพ ต่อหญิงชราผู้วิเศษ

ผู้ได้สอนให้พวกเขาได้รู้ ด้วยการทำให้เห็นเป็นตัวอย่างว่า .......


ไม่มีคำว่าสายเกินไป ที่จะเป็นทุกสิ่งที่คุณสามารถเป็นได้

เมื่อคุณอ่านเรื่องนี้จบลง กรุณาส่ง คำแนะนำอันดีเยี่ยมนี้ต่อให้กับเพื่อนและครอบครัวของคุณ

พวกเขาคงจะชอบมัน

เรื่องราวเหล่านี้ส่งต่อกันมาเพื่อระลึกถึงหญิงชราที่ชื่อ โรส

จงจำไว้ว่า
:-
'การแก่ขึ้นนั้น เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่การเติบโตขึ้นนั้นเป็นสิ่งที่เราเลือกได้
เราอยู่ได้ด้วยสิ่งที่เราได้รับ แต่เราจะมีชีวิตอยู่เพราะสิ่งที่เราให้ไป'

อย่ามองข้ามของใกล้ตัว อุปกรณ์ป้องกันโจรชั้นดี



"รู้หน้าไม่รู้ใจ"
คงเป็นคำสุภาษิตที่จริงที่สุดในยุคสมัยนี้ เพราะโจรยุคดิจิตอลสลัดคราบเดิมหายไปแล้ว เปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่เป็นโจรผูกไทใส่สูท จึงไม่น่าแปลกใจที่คุณสาวๆ จะตกเป็นเหยื่อคนแต่งตัวดีแต่ไม่ประสงค์ดีได้ง่ายๆ และนับวันกลุ่มบุคคลนี้จะมีมากขึ้น เห็นได้ชัดเจนจากทั้งข่าวและเรื่องเล่าจากคนใกล้ตัว ในฟอร์เวิร์ดเมล มีกรณีศึกษาให้ระวังตัวหลายหลากกรณี

ในเมื่อ "คนดี" ไม่รู้ว่าใครเป็น "คนร้าย" ก็คงต้องถึงคราวที่จะต้อง "ช่วยตัวเอง" ป้องกันตัวเอง เข้าทำนอง "ตนย่อมเป็นที่พึ่งแห่งตน" และเพื่อเป็นการ "กวดวิชา" ให้คุณสาวๆ มี "วิทยายุทธ์" สำนักกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จึงจัดทำเอกสาร "ระวังล่วงละเมิดทางเพศ ภัยร้ายใกล้ตัว" ซึ่งข้างในเนื้อหามีวิธีป้องกันตัวเองเมื่อเกิดเหตุร้ายด้วยอาวุธใกล้ตัวด้วย



ไม่ยาก ไม่ยาก เริ่มจาก"หวี" กว่า 90% ของผู้หญิงจะต้องพกติดตัว ติดกระเป๋าไว้เสมอ เมื่อเกิดเหตุร้ายให้ใช้ด้ามหวีแทงบริเวณใต้คาง หรือใช้ซี่หวีข่วนที่หน้าคนร้าย กรณีที่หาไม่เจอ "กุญแจ" ก็เป็นผู้ช่วยได้ ถือกุญแจให้ถนัดมือที่สุด แล้วแทงบริเวณใต้ลูกกระเดือก หรือแทงที่ลูกตา ส่วน "ปากกา ดินสอ" ให้ใช้ปลายแหลมทิ่มลงไปที่หลังมือคนร้าย

ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย "ร่ม" ที่พกพาไว้ สามารถแปลงเป็นอุปกรณ์ป้องกันตัวได้เช่นกัน เมื่อคนร้ายเดินมาประชิดตัว ให้ยืนถือร่มในท่าขวางแล้วกระแทกไปที่ลำคอ หรือใช้ปลายร่มแทงที่ลิ้นปี่ แต่ระวังไม่ควรใช้ร่มฟาดหรือตี เพราะจะทำให้คนร้ายแย่งร่มไปได้

ส่วน "รองเท้า" ก็เป็นอาวุธที่ทรงประสิทธิภาพ กะระยะระหว่างตัวเองกับคนร้ายให้อยู่ในช่วงที่ใช้เท้าได้ ยกเท้าถีบไปยังเป้ากางเกง ชายโครง ใบหน้า หรือจุดที่คิดว่าป้องกันตัวเองได้ แต่ถ้าอยู่ในระยะประชิดตัว ให้ใช้รองเท้าตบ ตี

กรณีอยู่บ้าน มีคนร้ายเข้ามาขโมยของ หรือมาทำร้าย ให้ใช้ "ไม้กวาด" จับด้วย 2 มือ ใช้ด้ามเป็นอาวุธทิ่มบริเวณลิ้นปี่ ใต้คาง หรือท้องน้อย แต่ถ้าคนร้ายจู่โจมส่วนบนของร่างกาย ให้จับด้ามไม้กวาดยกขึ้นสูงเป็นแนวนอนเพื่อปิดกั้นการจู่โจมของคนร้าย และใช้เท้าเตะถีบที่เป้าของคนร้าย ถ้าจู่โจมส่วนล่างให้จับไม้กวาดกระแทกแขนทั้ง 2 ข้างของคนร้าย แล้วเตะถีบที่เข่า จับไม้กวาดกระแทกที่คอหอยตาม

นอกจากนี้ ถ้าไม่มีอุปกรณ์ช่วย แขนขาอวัยวะต่างๆ ของเราก็ช่วยได้เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นมือ แขน ศอก ขา เท้า ใช้ให้เป็นประโยชน์ เช่น ถ้าคนร้ายประชิดตัวเกิน 2 ก้าว ให้ถีบเท้าซ้ายหรือขวาไปที่หน้าขาเหนือหัวเข่าหรือหน้าแข้งของคนร้ายเพื่อเป็นการหยุดคนร้ายก่อน ถ้าคนร้ายผลีผลามมาถึงตัวให้ใช้สันมือฟันสับไปที่ซอกคอ หรือฟันไปที่ริมฝีปาก ดั้งจมูก คอ ไหปลาร้า กกหู และใช้สันมือกระแทกคาง ให้คนร้ายหงายหลังแล้วรีบฉวยโอกาสหนี และร้องตะโกนให้คนมาช่วย

กรณีถูก "บีบคอ" ให้เกร็งลำคอและประสานมือยกขึ้นระหว่างแขนคนร้าย แล้วกระแทกมือคนร้ายให้ออกจากกัน พร้อมกระแทกส้นเท้าที่หน้าแข้งคนร้ายแรงๆ และหลายๆ ครั้ง เมื่อคนร้ายปล่อยมือให้กระแทกส้นเท้าลงที่หัวเข่าคนร้ายแล้ววิ่งหนี แต่..ถ้าถูกจิกผมให้ประสานมือยกขึ้นวางทับมือที่คนร้ายจับ กดมือคนร้ายพร้อมหมุนตัวอย่างเร็วเพื่อบิดข้อมือคนร้าย และใช้ส้นเท้ากระแทกที่หน้าแข้งหรือหลังเท้า


หลากหลายวิธีการเหล่านี้เป็นเพียงการช่วยเหลือเบื้องต้นเท่านั้น ทางที่ดีไม่ว่าจะเดินทางไปไหนไม่ควรไปคนเดียว และที่สำคัญตั้ง "สติ" ให้อยู่กับตัวเสมอ อย่าให้ "ภัย" ร้ายมาคุกคามโดยไม่รู้ตัว

โรคสะเก็ดขาว

หลายคนคงจะรู้จัก โรคด่างขาว บางคนเรียก โรคสะเก็ดขาว มันก็โรคมะเร็งผิวหนังดีๆ นี่เอง เรื่องมันมีอยู่ว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ 11 พฤษภาคม 2551 เวลาประมาณ 10.00 น.วันนั้นกำลังจะเดินทางไป จ.ชลบุรี ก่อนเดินทางก็นำรถยนต์เข้าปั๊มน้ำมันเพื่อจะเช็คลมยาง บังเอิญมีรถยนต์ยี่ห้อ เมอร์ซิเดส เบนซ์ คันหนึ่งกำลังเติมลมอยู่ก่อนแล้ว ก็เลยจอดรอเพื่อจะเช็คลมยางเป็นคันต่อไป แต่เผอิญเจ้าของรถ เมอร์ซิเดส เบนซ์ เป็นเพื่อนรุ่นพี่ที่ไม่ได้พบกันมานานหลายปี (เมื่อก่อนดื่ม เที่ยวด้วยกันเป็นประจำ) เป็นนายตำรวจยศพันตำรวจโท ปัจจุบันรับราชการอยู่ที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปทุมวัน กรุงเทพ ฯ ก็เลยลงไปสนทนาปราศรัยในฐานะเพื่อนรุ่นพี่ที่เคารพรักและไม่ได้พบปะกันมานาน สอบถามสารทุกข์สุขดิบกันตามประสา พี่คนนี้ลักษณะแกคล้ายๆ อี๊ด วงฟลาย แต่หน้าตาดีกว่า ลักษณะแบบนี้คงนึกออกนะว่าเป็นยังไง แต่พอคุยจ้องหน้ากันมากๆ แกก็อายๆ อยู่บ้าง เพราะไม่เจอนานหลายปี แต่ตอนนี้แกเป็น โรคด่างขาว ขึ้นทั้งปาก ทั้งศีรษะ กระทั่งมือเต็นไปหมด แกเล่าให้ฟังว่า วันจันทร์ ถึง วันศุกร์ แกไปทำงานที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่กรุงเทพ ฯ ไปอยู่คนเดียว ครอบครัวไม่ได้ตามไปอยู่ด้วย วันหยุดราชการถึงกลับไปอยู่กั บครอบครัวที่ จ.ระยอง เมื่อวันทำงานเวลารับประทานอาหารทุกมื้อ ลูกน้องจะเป็นผู้ไปซื้ออาหารมาให้ คือพี่แกเป็นคนรับประทานอะไรง่ายๆ อาหารทุกอย่างจะใส่กล่องโฟมมาตลอด แกบอกรับประทานอาหารที่ใส่กล่องโฟมแบบนี้ทุกมื้อเป็นเวลาประมาณ 2 ปี เท่านั้นแหละ โรคด่างขาวมันอาละวาด ลุกลามเต็มตัว และรวดเร็วมาก ทุกวันนี้ต้องไปพบแพทย์ที่ โรงพยาบาลศิริราช แพทย์จะให้ยามาทาหลอดหนึ่งราคา 1,800.- บาท แกบอกรักษามา 6 เดือนแล้ว ตอนนี้ดีขึ้นมาก ตั้งแต่นั้นมา แกบอกว่า เวลาลูกน้องไปซื้ออาหารห้ามใส่กล่องโฟมโดยเด็ดขาด ให้ใส่ถุงพลาสติคเพียงอย่างเดียว ซึ่งแพทย์บอกว่า ถุงพลาสติคยังไม่ค่อยอันตรายเท่าไร เพราะกล่องโฟมเวลาโดนอาหารร้อนๆ จะมีสารชนิดหนึ่งละลายออกมาอยู่ในอาหารในกล่อง พอเรารับประทานเข้าไปมากๆ ก็จะเป็นผลเสียต่อร่างกาย
         ที่เล่าให้ฟัง เพราะห่วงเพื่อนๆ และน้องๆ มาก ทุกวันนี้โรคภัยไข้เจ็บมันมีมากจริงๆ โดยเฉพาะโรคมะเร็ง มันจะก่อเกิดมาจากอาหารการกิน และอากาศที่เป็นพิษในบรรยากาศ ยังไงเกิดมาชาติหนึ่ง ร่างกายก็ไม่ใช่ของเรา ธรรมชาติให้เราเอามาใช้ (บางคนก็ใช้ชั่วคราว บางคนก็ใช้ถึง 70 - 80 ปีหรือมากกว่านั้น แล้วแต่อายุขัย) รักษาดูแลมันดีๆ หน่อย อย่าใช้มันให้สิ้นเปลื้องมากนัก ตามคำพระที่ว่า
อโรทยา ปรมาราภา คนไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ.....
 

Wednesday, August 20, 2008

คุณโดนทั้งกีดทั้งกัน

เหตุผลที่ทำไม คุณถึงโดนทั้งกีดทั้งกันจากคนใกล้ชิดแฟนคุณ

ถ้าดวงจะซวยถูกพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรกซะอย่าง เชื่อมะอยู่ดีๆ ก็อาจ โดนกีดกันจากพ่อแม่หรือญาติๆ รวมถึงเพื่อนด้วย ไม่ให้คบหากับ "คนที่คุณถูกใจและหมายปอง" ซะงั้น ทั้งๆที่ความ รักเป็นสิ่งดีเลิศประเสริฐศรีไม่ใช่เหรอ แต่ทำมั้ยทำไม คนใกล้ชิดของคุณถึงไม่อยากให้เป็นแฟนกับ "พี่คนนี้" หรือ "น้องคนนั้น" ฟะ? คุณจึงโดนเป่ากระหม่อม เอ้ยเป่าหูว่า "คนที่คุณชอบน่ะ" ไม่ดีหยั่งงั้น โหลยโท้ย หยั่งงี้จนหูเปื่อยไปเลย นี่ดีนะที่ตัวไม่เปื่อยไปด้วย แต่ก็เสีย'รมณ์ไม่น้อยใช่ไหมล่ะ

เฮ่อ แล้วใครน้อเจอสภาพอึดอัดหัวใจหยั่งงี้มั่ง ขอไขข้อข้องใจถึงเหตุผลที่ผู้ใกล้ชิดของท่านทั้งหลาย ที่ไม่ยอมเปิดใจรับใครคนนั้นของ คุณให้ฟัง นั่นเองไม่รู้ทำไมต้องหวังดีกันนัก (อ้าว!) คอยดูอยู่เฉยๆไม่ต้องออกความเห็นไม่ได้เรอะ? เอ๊ะถามแปลกนะไอ้นี่...ถ้าไม่ใช่ญาติพี่น้องแล้วใครอยากแกว่ งเท้าหาเสี้ยนวะ เพราะหากใครตกอยู่ในวิกฤตินี้ละก็ แบบให้เสียดแทงหัวใจกันแป๊บๆ เลยมะ โถอุตส่าห์มีรักทั้งที ก็มีมารมาผจญและมีคนไม่เห็นด้วยเว้ยเฮ้ย

ถึงยุคนี้ไม่ใช่สมัย "ขวัญกับเรียม" ที่ยังมีการ คลุมถุงชนหรือถูกกันท่าไม่ให้สมประสงค์ในความรักเหมือนสมัยนู้นก็จริง แต่ประชาชีแม้อยู่ในโลกไร้พรมแดน ก็ยังได้ยินเรื่องแบบนี้ตามมาหลอกหลอนเสมอแหละ จึงอยากชวนคุยเรื่องนี้ แหละว่า ทำไมเวลาคุณมีรัก กับใครบางคน (เพราะคาดว่าคงไม่ใช่กะทุกคน) ทำไม คุณถึงโดนทั้งกีดทั้งกันจากบริวารผู้ใกล้ชิดด้วยว้า? ถ้าให้เดาๆอาจเป็นไปได้ที่ว่า....

1. ผู้ใหญ่ของฝ่ายคุณเกิดเหม็น หน้า "คนที่คุณชอบ/รัก" ขึ้นมาน่ะเซ่


สาเหตุของเรื่องแบบนี้เกิดได้หลายกรณี เช่น เกิดความรู้สึกไม่ถูกชะตากับคนที่คุณรักตั้งแต่พาเค้ามาพบพ่อแม่ของคุณก็ได้ อย่าลืมนะ ผู้ใหญ่ท่านอาบทั้งน้ำร้อน, น้ำอุ่น และน้ำเย็นมาก่อนเรา ดังนั้น ประสบการณ์หลายๆอย่างจึงทำให้ท่านสามารถบอกได้ทันทีว่า ใครมีคุณสมบัติ ...โอ้ลันล้าที่จะมาเป็นดาร์ลิ่งของลูกหลานบ้านนี้ได้ แล้วถ้าเผื่อเค้าสอบไม่ผ่านหรือ "เอ็นทรานซ์ไม่ติด" ที่จะเข้ามาเป็นญาติโกโหติกาของบ้านนี้แล้วไซร้ ท่านคงไม่เห็นด้วยกับ "ลูกหลานสายตาสั้น" แหงมๆ

2. ในทางกลับกัน ผู้ใหญ่ข้างเค้าก็ดันเห็นว่าคุณไม่เหมาะ ที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของบ้านนี้ด้วย เออให้มันได้งี้สิ!

เช่นบางทีการวางตัวของคุณซึ่งสมมติว่า เข้าข่ายติสต์จ๋า หรือหนุ่มห้าว และสาวซ่ามากเกินไป ก็ แหงละว่า เมื่อไปพบผู้หลักผู้ใหญ่ซึ่งส่วนใหญ่มีหัวอนุรักษนิยม (ชอบวัฒนธรรมตามประเพณีสมัยตัวเองยังหนุ่มยังสาว หรือชอบธรรมเนียมปฏิบัติของสังคมมารยาทงาม) จึงอาจรับไม่ได้กับพฤติกรรมของเด็กแว้นเปรี้ยวซ่า, หาเรื่องตบกิ๊กหรือเป็นคนใจแตก สมัยนี้นะเซ่

3. เพื่อนของคุณคิดว่าเค้าไม่เหมาะกับคุณ หรอก...ซึ่งอิทธิพลของเพื่อนๆมีน้อยไม่ใช่เล่นนะฮ้า แต่เพราะอะไรว้า เพื่อนถึงกีดกันกันด้วย หรือเพราะ

3.1 วันก่อนเพื่อนเห็นเค้า (แฟนของคุณ) เล่น กีฬากับ "ใครก็ไม่รู้แต่หน้าตาดีชะมัด" อย่างสนุกสนาน ทั้งที่ช่วงเวลานั้นคุณเล่าให้เพื่อนฟังว่าเค้านัดไปหนุงหนิงด้วยนี่หว่า แสดงว่าเค้าไม่สนใจกับนัดของคุณเลยน่ะสิ หนำซ้ำ เค้ายังเห็นสิ่งอื่นสำคัญกว่าคุณซะด้วย โถเพื่อนที่ดีรู้งี้เข้า คงไม่อยากให้คุณรักไอ้นี่แน่ๆ


3.2 เพื่อนคุณเพิ่งได้ยินเค้านำเรื่องส่วนตั๊ว ส่วนตัวของคุณมาแฉให้คนนอกฟังอยู่หลัดๆเล้ย ถ้าความสัมพันธ์ของพวกคุณถูกเค้านำมาโพนทะนาเนี่ยนะ โอ้ย นี่เท่ากับเค้าเป็น แฟนที่ปาก ตลาด มากๆ ชนิดให้อภัยไม่ได้แล้วล่ะ เออ ถ้านำเรื่องภายในแต่สิ่งดีๆของพวกคุณมาพูดก็ยังพอไหว เกรงแต่พี่แกจะไม่ เป็นสุภาพบุรุษพอที่จะรักษา "จรรยาบรรณของคนที่รักกัน" น่ะซิ

3.3 เพื่อนของคุณเห็นเค้าซื้อของขวัญให้ใครไม่รู้ ท่าทางไม่ใช่ของขวัญให้พ่อแม่ ของเค้าร้อก เพราะชิ้นที่เพื่อนเห็นน่ะ ไม่ใช่ของที่ เหมาะให้ผู้ใหญ่ แต่เหมาะแจกกิ๊กมากกว่า เมื่อเพื่อนคาบข่าวมาเล่าซะจนเห็นภาพเหมือนตัวอย่างในหนังโฆษณาทางทีวีหยั่งงี้ เพื่อนจะ ยอมให้พวกคุณคบกันรึ? แหม ไอ้เพื่อนก็สอดแนม ได้เนียนเหลือเกิน แต่แน่ใจนะว่าเพื่อนน่ะเป็นคนดี จริงไม่เคยตอแหลสักติ๊ดเดียว

4. คนที่คุณชอบ เรียกร้องจากคุณมากเกินไปรึเปล่า?

4.1 ไม่ว่าจะเรื่องเงินทอง เวลาไปไหนมาไหน ด้วยกัน เค้ามักให้คุณจ่ายมากกว่าซะอีก โดยอ้างสารพัด เป็นตุเป็นตะว่า เงินเดือนน้อย หรือมีความจำเป็นต้องใช้เงินยุ่บยั่บไปหมด ไหนต้องส่งน้องเรียน, ส่งเสีย ทางบ้าน แล้วผ่อนรถอีกล่ะ นี่ยังไม่รวมค่าน้ำมันที่ แพงหูฉี่ซึ่งเค้าอุตส่าห์ทำหน้าที่เป็นโชเฟอร์พาคุณไปไหนๆด้วยนะ เอ๊ะ แต่เค้าก็เคยขอตังค์คุณจ่ายค่า น้ำมันนี่หว่า ทีเงี้ยะเกิดจำไม่ได้ขึ้นมาซะงั้น

4.2 (ถ้าหญิงคบชาย) แล้ว เค้าเรียกร้องอยาก ได้ความสาวของคุณจัง อ้างว่า ในเมื่อเรารักกันก็ ควรบรรเลงเพลงรักกันบ้างสิ เพราะคู่ไหนๆก็ทำทั้งนั้น (จะเอาเปรียบดิ่) อีกอย่าง ถ้าคุณรักผมนะ เราควร "ทำอย่างว่า" ตามที่ธรรมชาติ (ของตู) เรียกร้องได้แล้ว แถมไม่ได้พูดหนเดียว แต่พูดถี่ยิบ จนกว่าจะได้ดังใจ นั่นแหละ ขืนเค้าพูดบ่อยๆ ประเภทอยากขึ้นมาถี่ๆ จนทำให้คุณคิดว่า ถ้าไม่ให้ตามที่ขอ เดี๋ยวเค้าก็ทิ้ง เราไปเสียดสีกับคนอื่นร้อก หรือไม่ก็หาข้อแก้ตัวไปทำเจ้าชู้และหาเศษหาเลยกับใครอื่นได้ ซึ่งแหงล่ะ เค้าจะโทษว่าคุณแหละทำให้เค้าเป็นงี้ ทั้งที่มัน อยากเป็นเองเนี่ยนะ เชอะ

5. มีมือที่สามคอยมาตอแยอยู่นั่น ไม่รู้ เป็นก้างขวางคอทำไม?

ถ้าไม่จีบเค้า ก็คงตามหลีคุณ คล้ายนาย/นางอิจฉาหรือนางมารในละครหลังข่าวนั่นแหละ อู๊ย พวกนี้ ชอบแย่งแฟนชาวบ้านจนติดเป็นสันดาน เอ๊ย นิสัยเลวๆ ไปแล้ว ไอ้หยา! ทำตัวเป็นมรสุมกีดกันความรัก ของคนอื่นหยั่งงี้ ระวังกรรมจะสนองนะฮ้า

Saturday, August 16, 2008

คำว่า "ไม่สบายใจ"

คำว่า "ไม่สบายใจ" อย่าใช้ และอย่าให้มีขึ้นในใจต่อไป
"Let it go and get it out !" ก่อนมันจะเกิด
ต้อง "Let it go" ปล่อยให้มันผ่านไป อย่ารับเอาความไม่สบายใจไว้
ถ้าเผลอไปมันแอบเข้ามาอยู่ในใจได้
พอมีสติรู้สึกตัวว่า ความไม่สบายใจเข้ามาแอบอยู่ในใจ
ต้อง Get it out ! ขับมันออกไปทันที
อย่าเลี้ยงเอาความไม่สบายใจไว้ในใจ มันจะเคยตัว
ทีหลังจะเป็นคนอ่อนแอออดแอด
อะไรผิดพลาดนิดๆ หน่อยๆ ก็ไม่สบายใจ เคยตัว
เพราะความไม่สบายใจนี้แหละ เป็นศัตรู เป็นมาร ทำให้ใจไม่สงบ
ประสาทสมองไม่ปกติ เป็นเหตุให้ร่างกายผิดปกติ
พลอยไม่สงบไม่สบายไปด้วย
ทำให้สมองทึบไม่ปลอดโปร่งแจ่มใสเป็น habit ความเคยชินที่ไม่ดี
เป็นอุปสรรคกีดกั้นขัดขวางสติปัญญาไม่ให้ปลอดโปร่งแจ่มใส
ต้องฝึกหัดแก้ไขปรับปรุงจิตใจเสียใหม่
ทั้งก่อนที่จะทำอะไรหรือกำลังกระทำอยู่
และเมื่อเวลากระทำเสร็จแล้ว ต้องหัดให้จิตใจแช่มชื่นรื่นเริ
เกิดปีติปราโมทย์ เป็นสุขสบายอยู่เสมอ
เป็นเหตุให้เกิดกำลังกาย กำลังใจ
"Enjoy living" มีชีวิตอยู่ด้วยความเบิกบาน
จะศึกษาเล่าเรียนก็เข้าใจง่าย
เหมือนดอกไม้ที่แย้มบานต้องรับหยาดน้ำค้าง
และอากาศอันบริสุทธิ์ฉะนั้น

Aroma Therapy

ทุกวันนี้ คุณคงได้ยินจนชินหูเกี่ยวกับเรื่องของอโรมา เธอราปี (Aroma Therapy) หรือชื่อไทย ๆ ก็คือ สุวคนธบำบัด ซึ่งเป็นการบำบัดโดยการใช้กลิ่นหอมจากน้ำมันหอมระเหยที่สกัดจากดอกไม้ ใบไม้ เปลือกไม้ หรือแก่นไม้ มาช่วยในการผ่อนคลาย รวมถึงรักษาอาการผิดปกติทางร่างกายบางประการ เช่น อาการคัดจมูก หรืออาการนอนไม่หลับ เป็นต้น

ปัจจุบัน อโรมาเธอราปีเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย แต่ทราบไหมว่า แท้ที่จริงแล้ว การบำบัดโดยใช้กลิ่นหอมเหล่านี้ มีมานานนับร้อยปีแล้ววิธีการบำบัดด้วยกลิ่น มีหลากหลายวิธี ไม่ว่าจะนำน้ำมันหอมระเหยผสมน้ำอาบ ผสมน้ำมันนวดตัว หรือทำเป็นสเปรย์ฉีดปรับอากาศ รวมทั้งผสมทำเทียนหอม แต่ละวิธีนั้น ก็ส่งผลแก่ร่างกายไม่แตกต่างกัน เพราะกลิ่นหอมเหล่านี้ จะกระตุ้นหรือผ่อนคลายระบบต่าง ๆ ของร่างกาย และช่วยให้การหลั่งฮอร์โมนเป็นไปอย่างปกติ รวมถึงปรับความดันโลหิต ชีพจร กลไกการรับรู้ความเจ็บปวด ฯลฯ ดังนั้น กลิ่นหอม จึงเป็นส่วนสำคัญในการบำบัดอย่
างแท้จริง

ธรรมชาติก็อาจอันตรายได้ถ้าไม่ระวัง
การรักษาโดยอโรมาเธอราปีนั้น เป็นการรักษาด้วยสารสกัดจากธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม ความปลอดภัยแม้จะมีสูง แต่ก็ยังคงอาจจะก่อให้เกิดอาการแพ้แก่ผู้ใช้บางราย ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงได้แก่ ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคหอบ หืด หรือเป็นโรคเกี่ยวกับปอด รวมถึงผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ต่าง ๆ เพราะการสูดดมกลิ่นจากสารสกัดเข้าไปอาจก่อให้เกิดการชักอย่างเฉียบพลันได้


ยังมีกลุ่มผู้ที่เป็นโรคเกี่ยวกับผิวหนัง หรือมีผิวที่บอบบาง ควรหลีกเลี่ยงการนวดน้ำมัน เพราะน้ำมันหอมระเหยอาจมีสารที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ได้เช่นกัน

ที่สำคัญที่สุด คือคุณแม่บ้านที่กำลังมีชีวิตน้อย ๆ อาศัยอยู่ในครรภ์ ไม่ควรบำบัดด้วยอโรมาเธอราปี เพราะน้ำมันหอมระเหยบางชนิด เช่น น้ำมันสกัดจากจูนิเปอร์ โรสแมรี่ และซาจ อาจทำให้เกิดอาการมดลูกหดตัว ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อชีวิตน้อย ๆ ที่เป็นดังดวงใจของคุณและคนที่คุณรักได้ และไม่ควรจะใช้นวด หรือผสมน้ำอาบให้กับเด็กที่อายุต่ำกว่า 5 ขวบอีกด้วย เพราะพวกเขาเหล่านั้น ยังบอบบางเกินกว่าที่จะสัมผัสกับน้ำมันสกัดเหล่านี้ แต่อาจจะใช้ในรูปแบบเทียนหอม หรือสเปรย์ปรับอากาศที่ให้กลิ่นเบาบางแทนได้

นอกจากนี้ น้ำมันหอมระเหยเหล่านี้ ยังจะก่อให้เกิดอันตรายหากกินเข้าไป เพราะเป็นสารเคมีสำหรับใช้ภายนอกเท่านั้น และอาจจะก่อให้เกิดอาการแพ้ หากน้ำมันสัมผัสถูกเนื้อเยื่อบาง ๆ เช่น เยื่อตา เยื่อจมูก หรือภายในช่องปาก

ธรรมชาติ ให้ประโยชน์กับเรามากมาย แต่ก็อย่าลืมคำนึงถึงอันตรายที่อาจจะมีแก่เราด้วย การใช้วิธีการบำบัดด้วยกลิ่นจากน้ำมันหอมระเหยอย่างระมัดระวัง จะมีผลดีกับคุณและคนรอบข้างอย่างสูงทีเดียว เมื่อรู้เช่นนี้ ก็อย่าหลงไปกับความนิยมจนลืมผลข้างเคียงเสียล่ะ

ขำขำ

ในหัวค่ำวันหนึ่งในเมืองหลวงรถลาติดขัด ผมขับรถผ่านความวุ่นวายมาจนถึงถนนย่านชานเมืองเส้นหนึ่ง
เป็นสายรองรถเริ่มน้อยบางตาลงผิดกลับเมื่อตอนแรก
ในขณะที่จอดติดไฟแดงอยู่ คิดอะไรเพลินๆ
สายตายก็ไปหยุดอยู่ที่กลุ่มเด็กสาวรุ่นราว 3-4 คนนั่งจับกลุ่มกันอยู่ สังเกตุจากหน้าตาไม่ธรรมดา แต่งตัวสวยสายเดี่ยวนุ่งสั้น
มีเด็กคนหนึ่งในกลุ่มแยกตัววิ่งตรงมาที่รถผมแล้วส่งยิ้มหวานให้
เธอเคาะกระจกรถทำให้ผมตื่นจากอาการลืมตัว ผมลดกระจกลงครึ่งบาน
เด็กสาว:  พี่ๆ พี่หล่อจัง
ผม:    (เอาละว้าขาวอวบซะด้วยสเป็กเลย)คิดในในแต่ต้องเก็บอาการไว้
เด็กสาว:   พี่สุดหล่อคะ........เอาหนูปะ........... 100 เดียวคะสะอาดด้วยหอมด้วยนะคะ(ยิ้มเขิล)
ผม:          เฮ้ย..น้องตรงนี้เลยเหรอ.....(อยากอยู่)เก็บอาการอีก
เด็กสาว:    ..เอาปะคะ......................
ผม:         ( 100 เดียวเอาดิ)..จะดีเหรอน้อง(ทำหน้าเคลียดไว้ฟรอมแต่ มือล้วงกระเป๋าเสื้อหนีบแบงค์ 100 ออกมาให้)
เด็กสาว:   (พนมมือไหว้รับเงิน)พี่รอหนูแป๊ปนะหนูไปหนูเอาถุงก่อนคะ....(วิ่งอย่างเร็วกลับที่ลุ่ม 3-4 คนแล้วทุกคนมองมาที่ผมบางคนหัวเราะชอบใจ)
ผม:...      .เขิล
เด็กสาว:   (วิ่งกลับมาพร้อมกลับยื่นถุงพลาสติกให้)...ขอบคุณนะคะพี่สุดหล่อ...(วิ่งกลับในทันที)
ผม:อึ้ง.........เปิดถุงดูมีหนูย่าง 3 ตัว
ตู.....................เซ็ง.......

ไม้จิ้มฟัน

สิ่งที่คิดถึงก่อนอื่นเห็นจะเป็นไม้จิ้มฟัน ...ไม้จิ้มฟันเป็นอุปกรณ์ที่มีใช้มาตั้งแต่โบร่ำโบราณ ทำจากไม้ โลหะ เขาสัตว์ ปัจจุบันทำมาจากพลาสติกก็มีมาก ลักษณะของไม้จิ้มฟันส่วนมากจะเป็นแท่งกลมเรียวแหลมเล็ก หน้าที่หลักของไม้จิ้มฟัน คือเพื่อใช้เขี่ยเศษอาหารชิ้นโตๆ ที่ติดตามซอกฟัน แต่ไม้จิ้มฟันไม่สามารถทำความสะอาดในระดับที่เอาคราบอาหารหรือที่เรียกว่าคราบพลัค (plaque) ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดโรคฟันฟุและเหงือกอักเสบได้

การทำความสะอาดซอกฟันหรือด้านข้างของฟัน ทันตแพทย์จะมีอุปกรณ์หลายๆ อย่างที่จะแนะนำให้ใช้ เช่น ไหมขัดซอกฟัน (Dental floss) แปรงซอกฟัน (interproximal brush) หรือ water pick

ไหมขัดซอกฟันเป็นใยไนล่อนที่ใช้ทำความสะอาดซอกฟันและสามารถขจัดคราบอาหารหรือเศษอาหารชิ้นโตๆ ได้อย่างดี และไม่เป็นอันตรายต่อเหงือก เพียงแค่มีข้อจำกัดที่ต้องฝึกฝนในการใช้และจะใช้เวลาบ้างเล็กน้อยที่จะทำความสะอาดให้ครบทุกซี่


ทีนี้ถ้าเรามาเทียบไม้จิ้มฟันกับไหมขัดฟันแล้วอะไรจะมีประสิทธิภาพในการทำความสะอาดได้ดีกว่ากัน...


ตัวไม้จิ้มฟันที่ใช้กันอยู่ มักจะใช้แบบผิดวิธี คือ เราจะใช้จิ้มเอาเศษอาหารออกโดยการผลักไม้จิ้มฟันให้ผ่านซอกเหงือก เพราะความเรียวเล็กที่ปลายและใหญ่ที่โคน เมื่อผลักเลยเข้าไปในซอกฟันมากๆ เข้าขนาดของไม้จิ้มฟันก็ไปเบียดให้ยอดเหงือกถูกกดต่ำลง เมื่อใช้กันทุกวี่ทุกวันหลังอาหาร ยอดเหงือกที่เคยแหลมๆ ปิดซอกฟันจะถูกเบียดให้ต่ำลง และทำให้มีช่องว่างใหญ่ขึ้น ช่องว่างใหญ่มีผลทำให้เศษอาหารติดง่ายยิ่งขึ้น (ยิ่งใช้ไม้จิ้มฟันเศษอาหารก็ยิ่งติด) เมื่อเกิดช่องว่างระหว่างฟันทำให้ขาดความสวยงามโดยเฉพาะฟันหน้า
 

วิธีใช้ไม้จิ้มฟันอย่างถูกต้อง ก็คือ
 
ใช้ไม้จิ้มฟันเขี่ยเศษอาหารมากกว่าการจิ้มเข้าไป เวลาเขี่ยเศษอาหารเราเขี่ยจากเหงื่อไปตามซี่ฟันไม่ควรทิ่มจากด้านหน้าฟันทะลุไปถึงหลังฟัน ถ้าทำอย่างนี้ได้ไม้จิ้มฟันจะไม่กดเหงือกให้ลดต่ำลง โอกาสเกิดช่องว่างก็น้อยลง เมื่อเกิดช่องว่างแล้วโอกาสแก้ไขให้ยอดเหงือกกลับมาสู่ตำแหน่งเดิมเป็นเรื่องยากมาก

ความสะอาดของไม้จิ้มฟันก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ควรให้ความสำคั
 
เนื่องจากไม้จิ้มฟันที่มีจำหน่ายในท้องตลาดทั่วๆ ไปไม่มีการฆ่าเชื้ออย่างถูกต้อง การใช้ไม้จิ้มฟันไม่ระมัดระวังอาจมีการติดเชื้อได้โดยเฉพาะคนที่มีโรคเหงือกอักเสบอยู่แล้ว หรือมีการหักของไม้จิ้มฟันคาอยู่ที่เหงือก

จะเห็นได้ว่าไม้จิ้มฟันเองมีประโยชน์ในการเขี่ยเอาเศษอาหารออกก็จริง แต่อีกด้านหนึ่งก็มีผลต่อโครงสร้างของเหงือกด้วยเช่นกัน

ที่สุดของชีวิต

1. ศัตรูที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ ตัวเราเอง

2. ความล้มเหลวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตเรา
ก็คือ ความอวดดี

3. การกระทำที่โง่เขลาที่สุดในชีวิตเรา
ก็คือ การหลอกลวง

4. สิ่งที่แสนสาหัสที่สุดในชีวิตเรา
ก็คือ ความอิจฉาริษยา

5. ความผิดพลาดมหันต์ที่สุดในชีวิตเรา
ก็คือ การยอมแพ้ตัวเอง

6. สิ่งที่เป็นอกุศลที่สุดในชีวิตเรา
ก็คือ การหลอกตัวเอง

7. สิ่งที่น่าสังเวชที่สุดในชีวิตเรา
ก็คือ ความถดถอยของตัวเอง

8. สิ่งที่น่าสรรเสริญที่สุดในชีวิตเรา
ก็คือ ความอุตสาหะ วิริยะ

9. ความล้มละลายที่สุดในชีวิตเรา ก็คือความสิ้นหวัง

10. ทรัพย์สมบัติที่มีค่ามากที่สุดในชีวิตเรา
ก็คือ สุขภาพที่สมบูรณ์

11. หนี้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ หนี้บุญคุณ

12. ของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ การให้อภัยและความเมตตากรุณา

13. ข้อบกพร่องที่ใหญ่หลวงที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ การมองโลกในแง่ร้ายและไร้เหตุผล

14. สิ่งที่ทำให้อิ่มอกอิ่มใจที่สุดในชีวิตเรา
ก็คือ การให้ทาน

เรื่องบางอย่างมันอธิบายไม่ได้

บางครั้งบางเรื่องก้อไม่อาจอธิบายได้

คุณว่าจริงใหม? บางครั้งบางเรื่องก้อไม่อาจอธิบายได้

ชายคน(เป็นชาวนา)หนึ่งนั่งหน้าบูด ตาเขียวปูดอยู่ในบาร์ (เมืองนอก ชาวนา มานั่งดื่มในบาร์ได้ ต้องรวยละน่า)

พอดีมีคนรู้จักแวะเข้ามาเห็นจึงทักทายอย่างเป็น ห่วงว่า

'เฮ้ ทำไมมานั่งเหงาอยู่คนเดียวล่ะ มีเรื่องอะไรเหรอ'

ชาวนาส่ายหน้าแล้วตอบว่า

'บางครั้งบางเรื่องก้อไม่อาจอธิบายได้'

..

'มีเรื่องอะไรนักหนา เล่าให้ผมฟังสิ' ชายมาใหม่ นั่งลงใกล้ๆ

'เมื่อเช้าผมนั่งรีดนมวัวอยู่ดีๆ พอนมวัวใกล้เต็มถัง

ไม่รู้วัวมันเป็นอะไรขึ้นมา มันยกเท้าซ้ายเตะถังล้มคว่ำหมด'

'เอ ฟังดูก้อไม่น่ามีอะไรมานี่นา'

'บางครั้งบางเรื่องก้อไม่อาจอธิบายได้' ชาวนาตอบ



'ถ้างั้น เกิดอะไรขึ้นอีกล่ะ'

'ผมก้อเลยมัดขาซ้ายมันไว้ กับเสาด้านซ้าย แล้วผมก้อรีดนมมันต่อ

พอใกล้จะเต็มถัง มันก้อ ยกเท้าขวาเตะถังล้มลงอีก'

'อีกแล้วเรอะ' ชายที่ได้ฟังหัวเราะ

'แล้วคุณทำไงต่อล่ะ'



'บางครั้งบางเรื่องก้อไม่อาจอธิบายได้' ชาวนาตอบ ก่อนที่จะเล่าต่อ

'ผมก้อเลยมัดขาขวามันไว้กับเสาด้านขวา'

'แล้วหลังจากนั้นล่ะ'

'ผมก้อรีดนมมันต่อ พอใกล้เต็มถังอีก

' มันก้อใช้หางปัดถังล้มลง'

'ฮืม...' ชายผู้นั้นพยักหน้า หงึกๆ



'บางครั้งบางเรื่องก้อไม่อาจอธิบายได้' ชาวนาบอกอีก


'แล้วคุณทำไงต่อล่ะ'

'ผมหาเชือกไม่ได้ เพราะใช้หมดไปแล้ว ผมก้อเลยถอดเข็มขัดออก

แล้วคล้องหางมันไว้กับคาน

นาทีนั้นเอง กางเกงผมก้อหลุดลงกองกับพื้น
แล้วเมียผมก้อเดินเข้ามาพอดี
....
...
..
.

คุณว่ามั๊ย บางครั้งบางเรื่องก้อไม่อาจอธิบายได้'

10 อันดับสิ่งของถวายสังทาน

ถึงเพื่อนๆและพี่ๆ เห็นว่ามีประโยชน์เลยเอามาบอกต่อ
 
เมื่อวันเสาร์ได้ดูรายการจุดเปลี่ยนเค้าไปสำรวจสิ่งของต่างๆที่บรรจุอยู่ในถังสังฆทานที่พวกเราเคยซื้อและนำไปถวายพระซึ่งส่วนมากจะใช้ไม่ได้หรือบางอย่างก็ไม่ใช้เช่นผ้าขนหนูผืนเล็กๆเท่ากับผ้าเย็นหรือผ้าอังสะที่บางมากๆ  เครื่องดื่มชนิดชงอย่างเช่นน้ำขิงผง ในกล่องบรรจุจะมีแค่ 1 ซอง เป็นต้น
ทางรายการจึง ทำแบบสอบถามพระสงฆ์(จากหลายๆวัด)เลย ได้10 อันดับสิ่งของถวายสังทาน คือ
1.
อุปกรณ์เครื่องเขียน ได้แก่สมุด ปากาไ ม้บรรทัด เป็นต้น
2.
ใบมีดโกน ที่เป็นแบบด้ามเหล็ก
3.
ผ้าไตรจีวร
4.หนังสือที่มีประโยชน์ เช่น หนังสือสวดมนต์ หนังสือที่เกี่ยวกับธรรมะ หนังสือทางวิชาการ  และสารคดีที่ให้ความรู้
5.รองเท้าแตะ  สีดำรูปแบบตามความเหมาะสม
6.
ยารักษาโรคที่ใช้กันทั่วๆไป เช่น แก้ปวด แก้ไข้ ยาลดกรด  เป็นต้น
7.
ผ้าขนหนูเนื้อดีๆ ขนาดเหมาะสม สีเหลืองนะจ๊ะ
8.
อุปกรณเกี่ยวกับไฟฟ้า
9.
อุปกรณ์ทำความสะอาดเช่น น้ำยาล้างจาน  น้ำยาทำความสะอาดพื้น แปร ง ขัดพื้น เป็นต้น
10.
ยาสระผม (ใช้สำหรับสระหนังศรีษะและตอนโกนผม)
คิดว่าครั้งต่อๆไปจะถวายสังฆทานเราควรจะเลือกสิ่งของที่ถวายพระแล้วท่านได้ใช้กันเนอะ

Thursday, August 14, 2008

โจรขโมยรถรูปแบบใหม่

    เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาผมแวะทานข้าวที่ปั้ม ปตท บายพาส ที่โคราช ที่ห้องน้ำมันสะอาดนะครับ ตรงข้ามกับปั้มที่มี NGV
พอลงรถผมก็กดกันขโมยแต่ไม่มีไฟก็ลองกดไฟก็ไม่ขึ้น จึงใช้กุญแจไขล็อคแทน ในใจคิดว่าใครส่งความถี่มารบกวนคิดเล่นๆ
อีกใจก็คิดว่ามันคงเสีย หลังจากนั้น กินข้าวก็เห็น รถยนต์อีกคันมาจอด แต่มากัน
3 คนเขาก็กดกันขโมยเป็นเหมือนผมเลย
ตอนนี้ก็ชักเอะใจแล้ว เพราะตอนกินข้าวผมก็สังเกตุรถผมตลอด พอทานเสร็จ ผมลุกขึ้นก็เห็นผู้ชายคนหนึ่งเดินผ่านร้านที่ผมทานข้าวไปถือแฟ้มใหญ่ๆ ข้างในไม่รู้ว่าอะไร ในใจคิดว่าน่าเป็นโน๊ตบุค พอผมเดินไปที่รถ ผู้ชายคนนั้นรีบเดินมาที่รถผม ผมจึงล๊อครถทันที
และเขาพูดอะไรข้างประตูที่ผมนั่งก็ไม่รู้ จึงลดกระจกมานิดนึงกลั วเขาจะทำอะไร เขาก็พูดว่าขอติดรถไปในเมืองด้วยเมียเขาขับรถหนีไปผมก็บอกว่าผมไม่ได้เข้า จะไป กทม ผู้ชายคนนั้นก็ชวนคุยอีกว่าพี่เป็นคนนครถมเหรอ เขาก็จบศิลปากรบางเลนมา มีที่ไหน งง
ผมก็กลัวเหมือนกัน ตามที่เคยอ่านเมล์มา เลยออกรถไปเลย พอขับไปสักพักลองเทสกันขโมยดูมันก็ทำงานปกติ
เลยคิดว่าน่าจะเป็นการขโมยรถแบบใหม่ ตอนแรกผมก็คิดว่าจะขโมยของอย่างเดียวที่ทำให้รถไม่ล็อค
แต่พอมีคนเข้ามาแบบนี้คงน่าจะเป็นรถหรือจี้ เพื่อนๆโปรดระวังด้วยนะครับ

เดินทางเวลาเข้าห้องน้ำหรือไปซื้อของในปั้มน้ำมัน อย่าไปหมดรถเฝ้ารถไว้สักคน
เพราะผมโดนเหล็กแทงหม้อน้ำมาแล้ว หมดค่าซ่อมไปเป็นหมื่นครับ ไอ้พวกร้านซ่อมแถวข้างปั้มน้ำมันนั้นแหละ
หรือร้านที่ห่างปั้มระยะที่น้ำหมดหม้อน้ำความร้อนขึ้นสูงรถน๊อคไปเลย นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่โดน
ผมเป็นทนายความต้องเดินทางไปต่างจังหวัดทุกอาทิตย์เจอมา
2 ครั้งแล้วครับ

เหตุการณ์แบบนี้น่ากลัวจริงๆ ตอนนี้มีแต่เรื่องแปลกๆ ที่คิดไม่ถึง จนไม่กล้าขับรถคนเดียวในทางเปลี่ยว
โดยเฉพาะออกต่างจังหวัด พยายามไปกันหลายๆ คน ยังไงก็อุ่นใจไว้ก่อน พยายามระวังตัวสุดๆ
แต่ถ้ายังไม่รอดก็ถือว่า
' ซวย '

รถไฟฟ้ามีภัยอันตรายแฝงอยู่!!!

นี่คือเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับนักข่าวสาวของหนังสือพิมพ์ ประชาชาติธุรกิจ เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ที่ผ่านมา

ใครจะนึกว่าบนรถไฟฟ้าที่มีผู้คนอยู่มากมายจะมีภัยอันตรายแฝงอยู่!!!

เวลาประมาณเกือบบ่ายโมง ดิฉันได้ขึ้น รถไฟฟ้า BTS จากสถานีรถไฟฟ้าราชดำริเพื่อเดินทางไปหมอชิต ดังนั้นจึงต้องไปเปลี่ยนรถที่สถานีสยาม ระหว่างยืนรอรถไฟฟ้าอยู่ที่สถานีสยามก็มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินมาถามว่าไปอนุเสาวรีย์ขึ้นรถตรงนี้หรือเปล่า ดิฉันก็ตอบไปว่าใช่

ตามปกติสถานีรถไฟฟ้าสยามผู้คนพลุกพล่านมาก วิ่งขึ้นรถลงรถกันด้วยความรวด เร็วตลอดเวลา พอรถไฟฟ้ามาจอดเทียบชานชาลา ดิฉันก็รอจนคนลงหมดแล้วเดินเข้าไปในตัวรถพร้อมกับมองหาที่ยื นสำหรับตัวเอง

ช่วงเวลาปรากฏว่า
มีผู้ชายคนหนึ่ง อายุประมาณ 19-20 ปี ใส่กางเกงขาสั้น สวมเสื้อยืด ถือกล่องกระดาษใบหนึ่งท่าทางหนักมากเดินขึ้นมาในขบวนรถแล้วชนบริเวณด้านหลังดิฉัน ซึ่งก็ไม่ได้ชนแรงอะไรแค่ทำให้รู้สึกว่ามีอะไรมาโดนที่หลัง ซึ่งดิฉันก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่ผู้ชายคนนั้นกลับตะโกนว่า คุณชนผม ด้วยสัญชาตญาณดิฉันก็หันไปกล่าวคำขอโทษ ก็เห็นเขาถือกล่องใบใหญ่อยู่

เรื่องไม่จบแค่นั้น ผู้ชายคนนั้นทรุดตัวลงวางของแล้วลงไปนอนกับพื้น แสดงอาการเสมือนว่า บาดเจ็บสาหัส ดิฉันก็ตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่รู้ว่าเขาเป็นอะไรเพราะการเดินกระทบกันแค่นั้นไม่น่าจะทำให้ได้รับบาดเจ็บอะไรได้ แต่เขาร้องโอดโอยเหมือนใกล้ตาย จนคนที่นั่งอยู่บริเวณใกล้เคียงทนไม่ไหวลุกลงไปพยุงขึ้นมานั่งที่เก้าอี้ แล้วถามเขาว่าเป็นอะไร เขาก็ชี้มาที่ดิฉันว่าเป็นคนชนเขาล้มจนได้รับบาดเจ็บสาหัส

ทุกคนในรถก็คงตกใจเช่นเดียวกับดิฉันว่า ชนกันแค่นี้ถึงกับบาดเจ็บสาหัสขนาดนี้เลยหรือ???

สุภาพบุรุษที่ลุกขึ้นไปให้ความช่วยเหลือชายหนุ่มคนนั้นก็เข้าไปดูที่บริ เวณหัวเข่าที่เขาบอกว่าเจ็บมาก เพื่อดูว่าเป็นอย่างไร ซึ่งก็ไม่มีรอยแผลอะไร มีเพียงรอยแดงเหมือนคนนั่งคุกเข่า แต่เขาก็บอกว่าเขาเจ็บมากเหมือนขาเขาหัก สุภาพบุรุษคนนั้นก็สงสัยจึงถามต่อว่า ขาของคุณ มีปัญหาหรือเคยได้รับบาดเจ็บมาก่อนหน้านี้หรือเปล่า
ชายหนุ่มคนนั้นก็บอกว่า เขาเคยขาหัก

สุภาพบุรุษคนนั้นจึงตะโกนว่า "ในรถคันนี้มีใครเป็นหมอหรือพยาบาลบ้าง มีคนหกล้มได้รับบาดเจ็บช่วยเข้ ามาดูหน่อย"

ผู้หญิงคนหนึ่งที่ยืนอยู่บริเวณประตูอีกด้านหนึ่งก็เดินเข้ามาดู

ผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่ยืนอยู่บริเวณนั้นก็พูดเสริมขึ้นว่า เขาอาจจะมีโรคประจำตัวพอเจออย่างนี้ก็อาจจะวูบลงไปได้เพราะตัวเขาเองเคยเป็นเช่นนี้ต้องนอนโรงพยาบาลตั้ง 3 วัน ผู้ชายคนนี ้อาจจะมีปัญหามาก่อนแล้วต้องถือของหนักก็อาจจะได้รับบาดเจ็บได้

ผู้หญิงอีกคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามก็พูดขึ้นมา ถ้าเจ็บมากขนาดนี้ก็ไปโรงพยาบาลดีกว่า

ผู้บาดเจ็บก็พูดสวนขึ้นมาทันควันว่า
ผมไม่ไปโรงพยาบาลหรอก ผมยังเป็นนักศึกษาไม่มีสตางค์ ถ้าไปโรงพยาบาลก็ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลเอง ผู้หญิงคนนี้ชนผมต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ผม แล้วต้องชดใช้ค่าเสียหายให้ด้วย เพราะของๆ เขาได้รับความเสียหาย กล่องที่ถือมาเป็นจอแอลซีอี(จอคอมพิวเตอร์)ที่ต้องนำไปให้ คนอื่นไม่ใช่ของตัวเขาเอง

ดิฉันไม่ได้พูดอะไร รู้สึกช็อก แต่หลายคนที่อยู่บนรถไฟฟ้า รวมถึงผู้ที่เข้าไปช่วยเหลือเขาก็บอกกับเขาว่า ผู้หญิงคนนี้ไม่ได้ชน คุณเดินเข้ามาแล้วล้มลงไปเอง แต่ผู้ชายคนนั้นก็ยังยืนยันว่าดิฉันเดินชนเขาจนได้รับบาดเจ็บข้าวของเสียหายและจะต้องจ่ายค่าเสียหายให้กับเขา

ผู้ชาย 2 คนที่ยืนข้างๆ ดิฉันก็กระซิบให้ดิฉันออกไปจากรถ ลงสถานีหน้า ไม่ต้องไปโต้เถียงกับคนบ้าแบบนี้ พอใกล้ถึงต่อไปสถานีเด็กหนุ่มผู้ที่บอกว่าตัวเองได้รับบาดเจ็บอย่างหนักก็ตะโกนว่า มันจะหนีไปแล้ว เดินชนผม ทำของผมเสียหายแล้วหนี

พอถึงสถานีราชเทวีดิฉันจึงรี บเดินออกจากรถคันนั้นไป พร้อมกับโทรศัพท์เล่าเรื่องให้เพื่อนๆ ฟัง ทุกคนต่างตั้งข้อสังเกตว่า อาจเป็นขบวนการมิจฉาชีพ เพราะมีข้อพิรุธมากมาย เพื่อนแนะนำว่า จริงๆ แล้ว ควรโทรศัพท์เรียกตำรวจมาจัดการ

แต่สำหรับดิฉันถือว่า เป็นวันที่โชคร้ายจริงๆ

Wednesday, August 13, 2008

ความรักของแม่

เนื่องในวันพรุ่งนี้เป็นวันแม่แห่งชาติ ก็ขอนำนิทานดีๆ เรื่องหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความรักของแม่

"มีแม่คนหนึ่งที่มีอายุมากแล้ว และด้วยอายุที่มากนี้ทำให้สภาพร่างกายที่เคยแข็งแรงต้องอ่อนแอไปตามกาลเวลา และอายุขัย ด้วยความที่อายุของแม่นี้มากแล้ว จึงทำให้แม่ท่านนี้เดินไม่ได้ จึงสร้างความรำคาญใจให้กับลูกของตนเป็นอย่างมาก เนื่องจากลูกต้องคอยมานั่งดูแลตลอดเวลา จะทำอะไรเองก็ไม่สามารถทำได้ จึงสร้างความรำคาญใจให้กับลูกเป็นอย่างมาก

ดังนั้นผู้เป็นลูกจึงได้คิดวางแผนที่จะพาแม่ไปปล่อยไว้กลางป่าลึก เพื่อที่ตนจะได้ไม่ต้องคอยดูแลผู้ที่เป็นแม่อีกต่อไป เมื่อผู้เป็นแม่ทราบเรื่องที่ลูกจะพาแม่ไปปล่อย ผู้เป็นแม่ก็ไม่ได้ขัดขวาง และอ้อนวอนแต่อย่างใด ได้แต่ปล่อยให้ลูกทำไปตามที่ตนต้องการ

ในระหว่างทาง ผู้เป็นแม่ได้แต่หักกิ่งไม้ข้างทางไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้เอ่ยปากวิงวอนร้องขอแต่อย่างใด จนเมื่อถึงบริเวณกลางป่า ผู้เป็นลูกก็วางแม่ลงบริเวณโขดหิน และเตรียมกันหลังเดินกลับทางเดิน เพื่อกลับบ้าน แต่ด้วยที่ป่ามีสภาพที่เหมือนกัน ผู้เป็นลูกจึงจำทางเดินกลับออกไปจากป่าไม่ได้ คิดในใจทำยังไงดีหว่า

ในขณะนั้นเอง ผู้เป็นแม่ก็ได้พูดออกมาว่า "ลูกจ๋า เจ้าเดินตามทางกิ่งไม้ที่แม่ได้หักไว้นะ เจ้าจะได้ไม่หลงทาง กลับบ้านไปเถิด"

Friday, August 8, 2008

รอยจูบจาก ลูก

ดีมากๆ ต้องอ่านนะ ฉันได้รับข้อความนี้จากเพื่อนที่ดีคนหนึ่ง ซึ่งเพื่อนคนนี้ได้เลือกไปแล้ว
ฉันเองก็ต้องเลือกเหมือนกัน
และ ฉันก็เลือกแล้ว คราวนี้ตาพวกคุณแล้วล่ะที่จะต้องเลือกบ้าง

เรื่องมีอยู่ว่า.....
ชายคนหนึ่งเคยลงโทษลูกสาววัย 5 ขวบของเขา
เพราะนำเงินไปซื้อกระดาษห่อของขวัญสีทองม้วนหนึ่งซึ่งมีราคาแพง
ในขณะที่การเงินที่บ้านฝืดเคือง และเค้าก็อารมณ์เสียอีกครั้งเมื่อลูกสาวของเขานำกระดาษสีทองราคาแพงนั้น

มาห่อกล่องของขวัญเพียงเพื่อตกแต่งไว้ใต้ต้นคริสต์มาส
แต่กระนั้น...ลูกสาวตัวน้อยก็ได้มอบกล่องของขวัญนั้นให้พ่อของเธอในเช้าวันรุ่งขึ้น
และพูดว่า
' นี่สำหรับพ่อค่ะ '
พ่อของเธอกระอักกระอ่วนกับอาการที่ได้แสดงออกไปก่อนหน้านี้

เขาพบว่ามันเป็นเพียงกล่องเปล่า เขารู้สึกผิดหวังเป็นอย่างมาก
เขาพูดด้วยอารมณ์เกรี้ยวกราดว่า

'
ลูกไม่รู้จริงๆอย่างนั้นหรือว่าการจะให้ของขวัญใคร มันจะต้องมีอะไรอยู่ในกล่องของขวัญด้วย ? '
เด็กน้อยมองไปที่พ่อของเธอด้วยน้ำตา และพูดว่า

'
โอ...พ่อจ๋า ! เพราะหนูไม่มีเงินจะซื้ออย่างอื่นได้ หนูให้ได้แต่จูบจากใจของหนูเองจ๊ะ ตอนนี้มันไม่ใช่กล่องเปล่าเลย หนูเป่าจูบเข้าไปจนเต็มแล้ว '
ชายคนนั้นสะอึก ตัวชาด้วยความเสียใจ เขาทรุดตัวลงแล้วโอบกอดลูกสาวไว้แน่น
เขาขอให้ลูกสาวยกโทษให้เขา กับท่าทางโกรธเกรี้ยวเกินเหตุของเขา
ต่อมาไม่นานอุบัติเหตุก็ได้คร่าชีวิตลูก สาวของชายคนนั้นไป
และว่ากันว่าเขาเก็บกล่องของขวัญสีทองล้ำค่านั้น ไว้ข้างเตียงตลอดชีวิตของเขาเลยทีเดียว

และเมื่อใดก็ตามที่เขารู้สึกท้อแท้ใจ หรือต้องเผชิญกับปัญหาที่ยากเย็นแสนเข็น เขาจะเปิดกล่องใบนี้
เพื่อหยิบจูบในจินตนาการขึ้นมาหนึ่งจูบ แล้วรำลึกถึงความรักของลูกน้อย ที่ได้ใส่จูบนั้นไว้ให้เขา
ในความเป็นจริง ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง พวกเราทุกคนล้วนได้รับกล่องของขวัญสีทองซึ่ง บรรจุด้วยความรัก ที่ปราศจากเงื่อนไข

และรอยจูบจาก ลูกๆ , ครอบครัว และ เพื่อนๆ ไม่มีสมบัติใด ล้ำค่าไปกว่านี้อีกแล้ว

ตอนนี้คุณมี 2 ตัวเลือกแล้วล่ะ คุณจะ
1. ส่งข้อความนี้ต่อไปยังเพื่อนๆ และ ญาติๆ ของคุณ หรือ
2.
ลบมันทิ้งซะ
แล้วทำเหมือนกับว่าไม่มีอะไรกระทบใจคุณเลยแม้แต่น้อย
อย่างที่เห็นนี่ล่ะ ฉันได้เลือกข้อ 1
ไปแล้ว


เพื่อนคือของขวัญ

เพื่อนคือของขวัญ ผู้ซึ่งพยุงให้เรายืนขึ้นด้วยเท้า เมื่อปีกของเราไม่รู้ว่าจะบินอย่างไร
มองโลกในแง่ดี และปฏิบัตดี ฉันขอขอบคุณสำหรับ.
...
สำหรับสามีที่นอนกรนทั้งคืน เพราะนั่นหมายถึงเขากำลังหลับอยู่ที่บ้านกับฉัน ไม่ใช่กับผู้หญิงอื่น
สำหรับลูกสาววัยรุ่นที่กำลังบ่นเรื่องล้างจานอยู่ เพราะนั่นหมายถึงเธออยู่บ้าน ไม่ใช่ที่ถนน
สำหรับภาษีที่ต้องเสีย เพราะนั่นหมายถึงฉันมีงานทำ
สำหรับข้าวของต่างๆ ที่ต้องคอยเก็บหลังงานปาร์ตี้ เพราะนั่นหมายถึงฉันถูกห้อมล้อมด้วยเพื่อนฝูง
สำหรับเสื้อผ้าที่พอดีจนเกือบจะคับเกินไป เพราะนั่นหมายถึงฉันยังมีกิน
สำหรับ! เงาที่คอยมองดูฉันทำงาน เพราะนั่นหมายถึงฉัน กำลังได้รับแสงแดด
สำหรับพื้นที่ต้องคอยขัดถู และหน้าต่างที่ต้องทำความสะอาด เพราะนั่นบ้านถึงฉันมีบ้านให้ดูแลรักษา
สำหรับคำบ่นต่างๆ ที่มีต่อรัฐบาล เพราะนั่นหมายถึงเรามีอิสระ ในการที่จะแสดงความคิดเห็น
สำหรับที่จอดรถที่อยู่ไกลสุดของลานจอดรถ เพราะนั่นหมายถึงฉันสามารถเดินได้
 !
และฉันมีรถ
สำหรับผ้ากองโตที่รอการซักรีด เพราะนั่นหมายถึงฉันมีเสื้อผ้าสวมใส่
สำหรับความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าทุกสิ้นวัน เพราะนั่นหมายถึงฉันสามารถทำงานหนักได้
สำหรับเสียงปลุกในทุกๆ เช้า เพราะนั่นหมายถึงฉันยังมีชีวิตอยู่
และสุดท้าย.......
สำหรับอีเมล์ที่ส่งมาหาฉันมากมาย เพราะนั่นหมายถึงฉันมีเพื่อนๆ

เพื่อเพื่อน

"เพื่อนคือ...ทุกสิ่ง ทุกอย่าง ยิ่งกว่าแฟนก็ว่าได้ ไม่ตามใจเขา ก็ไม่ด่า
แต่ถ้าเขาไม่ตามใจ เราก็ด่าได้ โดยที่เขาและเราไม่โกรธกัน
พื่อนเมื่อโกรธกันสามารถกลับมาคืนดีกันได้ โดยไม่ต้องเก็บความสงสัยว่า เรื่องที่โกรธกันคืออะไร ผ่านแล้วก็ผ่านไป
เพื่อนคือที่พึ่งยามเป็นทุกข์
เพื่อนคือที่ปรึกษาตั้งแต่เรียน ทำงาน จนจะแต่งงานก็ยังต้องปรึกษาเขา
เพื่อนคอยสับรางเวลารถไฟจะชน
เพื่อนคอยโกหกเจ้านายเวลากำลังอู้แต่บอกว่าไปทำงาน
เพื่อนคอยบอกแฟนว่าเรากำลังอยู่กับเขาทั้งที่จริงเราไม่ได้อยู่กับเขาหรอก
และเพื่อนก็คือคนจ่ายค่าข้าวเวลาเราไม่มีเงิน"

เพราะฉะนั้นทุกคนต้องเลือกสิ่งที่มีค่ามากกว่า และสิ่งที่เราเลือก
สิ่งนั้นก็คือ ''เพื่อน''
 "sometime happy… sometime sad… but all time friend "

บักหม่อง.. 1

 
ทำไมบักหม่อง พาเพื่อน..แห่กันไปเที่ยว ผับ.. ทีละ 18 คน..
ก็เ พราะหน้าผับ
....... เขาประกาศไว้ว่า ........... ต่ำกว่า 18 ห้ามเข้าน่ะ สิ !!
------------
*
บักหม่อง..ไปร้านขาย ทีวี.. ! ถามคนขายว่า  ' ไม่ ทราบว่า..ที่นี่มีทีวีสีขายรึเปล่า ?
คนขายตอบว่า..
' มี '
บักหม่องเลยบอกว่า
................
 ' งั้นเอาสีเขียวมาเครื่อง นึง '
------------
บักหม่อง..เข้าไปเดินดูของในร้านจี ฉ่อย
เห็นกระติกน้ำทำจากโลหะอันหนึ่ง วางอยู่
บักหม่องถาม อาอึ้มว่า
' อึ้ม.. **ที่ วอบแวบสีเงินๆ นั่น อะไร '
อึ้มตอบว่า
' กระติกน้ำไง (** ฟาย) '
'
แล้วมันทำ อะไรได้มั่ง '
'
ก็ใส่ ของ ร้อน-ก็ร้อนนาน ใส่ของเย็น-ก็เย็น นาน '
บักหม่อง..เห็นว่าน่าสนใจ............. เลยตกลงซื้อมาอันนึง


เช้าของวันใหม่..อากาศแจ่มใส 
บักหม่อง..ก็เอากระติกน้ำที่เพิ่งซื้อมา..
ไปที่ทำ งาน..
; ตั้งอวดบนโต๊ะ..อย่างภาคภูมิ
หัวหน้าบักหม่องเห็น เข้า................เลยถามขึ้น

'
อะไรนั่น น่ะ..บักหม่อง '
'
กระติกน้ำ ครับ '
'
แล้วมันมีอะไรพิเศษรึ '
'
ก็ใส่ของร้อน..เก็บความร้อนได้ หรือใส่ของเย็น..ก็เก็บความเย็น ได้ '
หัวหน้าเลยถาม ว่า..
' แล้วใส่อะไรมาล่ะ '
บักหม่องยืด..ก่อนจะตอบว่า..

'
กาแฟร้อน 2 แก้ว.. กับไอติม 1 ถ้วย ครับ ' --------------
------------------------------------
ทุก ครั้ง..หลังถ่ายเอกสารเสร็จ
บัก หม่อง..จะเอาฉบับก๊อปปี้-มาตรวจทาน..เทียบกับต้นฉบับ
เพื่อเช็คดูว่า..มีคำไหนสะกด ผิดรึเปล่า --------------
-----------------------------------
บัก หม่อง..จะยิ้มทุกครั้ง................ที่ฟ้าผ่า
เพราะนึกว่า..มีคนกำลังถ่ายรูปเขา อยู่

-------------
รู้ป่าว ว่า...ทำไมบักหม่อง................ถึงกดโทรศัพท์เบอร์ฉุก
เฉิน 911.. ไม่ได้
ก็เพราะ.....เขาหา เบอร์
11 ( สิบเอ็ด) .................. บนแป้นไม่ เจอ
------------------------------